ข่าว

บัวแก้วแจงสื่อยันรัฐเปิดกว้างให้ตรวจสอบร่วมกับทุกฝ่าย

บัวแก้วแจงสื่อยันรัฐเปิดกว้างให้ตรวจสอบร่วมกับทุกฝ่าย

10 มิ.ย. 2553

บัวแก้วแจงจม.เปิดผนึกขององค์กรปกป้องสื่อ ยันรัฐเปิดกว้างให้ตรวจสอบร่วมกับทุกฝ่าย ยันไทยเคารพเสรีภาพสื่อ - พันธกรณีกับมิตรปท. แจงคดีจับแกนนำเสื้อแดงทำตามกฎหมาย ยันรัฐถกสมาคมสื่อตปท.หาทางยกระดับความปลอดภัย

 (10มิ.ย.) นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงเรื่องจดหมายเปิดผนึกขององค์กรเพื่อการปกป้องสื่อมวลชน (Committee to Protect Journalists – CPJ) ลงวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อ ตลอดจนการทำอันตรายผู้สื่อข่าวในช่วงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ว่า รัฐบาลไทยรู้สึกเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้น รวมถึงการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวและช่างภาพชาวต่างประเทศ 2 ราย โดยเหตุการณ์ทั้งหมด รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนต่างประเทศอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และครม.ยังแต่งตั้งให้ นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ โดยรัฐบาลได้ให้อาณัติแก่คณะกรรมการดังกล่าวให้พิจารณาถึงทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงฝ่ายที่เห็นใจกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวสามารถบรรลุผลการตรวจสอบที่เป็นกลางและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และช่วยส่งเสริมกระบวนการปรองดอง

 นายธานี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ก็ได้ดำเนินกระบวนการตรวจสอบของตนเอง ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรก็ได้จัดการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางราย เมื่อวันที่ 31 พ.ค. – 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลระหว่างการชุมนุมเป็นประเด็นสำคัญของการอภิปรายฯ ซึ่งรัฐบาลก็ได้รับการลงคะแนนไว้วางใจจากสภาฯ จึงเห็นได้ว่า รัฐบาลเปิดกว้างให้มีการตรวจสอบและพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายและแสดงความรับผิดชอบในการดำเนินการตรวจสอบต่างๆ บนพื้นฐานของกฎหมาย

 “ ทั้งนี้ไทยเคารพเสรีภาพของสื่อ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้จะมีการจำกัดการทำงานของสื่อบ้าง แต่ก็เป็นการจำกัดเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อปกป้องความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม โดยป้องกันไม่ให้มีการใช้สื่อในทางที่ผิดกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนและปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงและความเกลียดชังระหว่างประชาชน ซึ่งมีส่วนที่นำไปสู่ความรุนแรงในช่วง 2. เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ข้อ 4.1 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ก็อนุญาตให้มีการจำกัดสิทธิบางประการในภาวะฉุกเฉินได้ และโดยที่ไทยตระหนักดีถึงพันธกรณีระหว่างประเทศ ไทยจึงได้ใช้สิทธิตามข้อ 4.1 ดังกล่าวอย่างโปร่งใส ภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในบางพื้นที่ของประเทศ โดยได้แจ้งรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศดังกล่าวเกี่ยวกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ ”

 นายธานี กล่าวว่า สำหรับคดีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำนปช.นั้น นายสมยศ ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยหมายจับที่ออกโดยศาลภายใต้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อการสอบสวนเพิ่มเติม สืบเนื่องมาจากภายหลังการยุติการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายสมยศ ยังคงจัดแถลงข่าวและออกแถลงการณ์เพื่อปลุกปั่นให้เกิดการกระทำที่เป็นการต่อต้านรัฐบาล ทั้งนี้ ภายใต้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 30 วัน โดยศาลจะต้องเป็นผู้อนุมัติการขยายเวลาการควบคุมตัวทุก 7 วัน และภายหลังสิ้นสุดระยะเวลา 30 วันแล้ว หากจำเป็นต้องมีการควบคุมตัวต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งคดีของนายสมยศ จะได้รับการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ต้องหารายอื่นที่ถูกควบคุมตัวหรือจับกุมในเหตุการณ์ชุมนุม

 รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ไทยให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ และรัฐบาลก็ตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของสื่อที่มีความเป็นมืออาชีพที่จะได้รายงานสถานการณ์อย่างถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง จึงได้ให้เสรีภาพและเปิดให้สื่อสามารถรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง รวมถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ได้ใช้ความพยายามในการให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนตลอดจนสาธารณชนโดยทั่วไปถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากการกระทำของกลุ่มติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลได้ประสานกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (Foreign Correspondents’ Club of Thailand – FCCT) เพื่อหาแนวทางในการยกระดับความปลอดภัยของสื่อมวลชนต่างประเทศที่ทำงานในประเทศไทยด้วย