ข่าว

วิกฤติในการจัดการน้ำ

วิกฤติในการจัดการน้ำ

10 มิ.ย. 2553

หลายพื้นที่ในประเทศกำลังประสบภัยแล้งต่อเนื่อง เขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางมีระดับน้ำน้อยกว่าจุดต่ำสุดที่เคยมี แสดงให้เห็นวิกฤติจากภาวะอากาศแปรปรวน ฝนตกไม่เพียงพอ การบริหารจัดการน้ำไม่มีประสิทธิภาพ

เพราะไทยเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ แต่ละปีมีฝนตกในปริมาณเพียงพอ และเกินพอในช่วงฤดูมรสุม ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม สร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตรเหมือนภาวะฝนแล้งเช่นกันขณะเดียวกันมีฝนตกไต้เขื่อน ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์มากนัก ช่วยในด้านการสกัดน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ดังนั้น จึงหวังว่าการทำฝนเทียมในพื้นที่ภาคเหนือจะทำให้เกิดฝนตก บรรเทาปัญหาได้บ้าง จนกว่าจะมีฝนตกอย่างจริงจัง ซึ่งไม่มีใครพยากรณ์ได้ เนื่องจากปัญหาอากาศแปรปรวนนั่นเอง

 ยังไม่มีใครบอกได้ชัดว่าภัยแล้งจะยืดเยื้อ หรือสิ้นสุดเมื่อใด แต่จะเป็นบทเรียนสำหรับปีต่อๆ ไปว่าต้องมีโครงการเก็บกักน้ำในแต่ละชุมชนเพื่อการเกษตร การบริโภค และการเลี้ยงสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการผลิตไม่เพียงพอในภาคเกษตร โดยที่รัฐบาลต้องให้ประชาชนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำฝน และเริ่มโครงการใช้น้ำอย่างประหยัดอย่างจริงจังแผนการใช้น้ำอย่างประหยัดต้องเป็นนโยบายหลักของชาติ เพราะประเทศไทยทำการเกษตร เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ทำให้มีความจำเป็นในการวางแผนการผลิต การใช้น้ำ และการเก็บเกี่ยว อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาว

 ดังนั้น ประชาชนต้องมีทัศนคติอย่างถูกต้องเรื่องความจำเป็นในการประหยัดน้ำ แม้จะมีน้ำท่วมในบางปีก็ตาม ปริมาณน้ำในเขื่อนจำเป็นต้องมีการวางแผน ไม่ควรเร่งระบายน้ำออกก่อนที่ฤดูฝนจะสิ้นสุดดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในบางปี รัฐมนตรี ข้าราชการต้องปรับทัศนคติใหม่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ และการป้องกันรักษาป่าต้นน้ำ ต้องมีจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ถือว่าเป็นสมบัติของชาติที่ต้องหวงแหนไว้เพื่อยังประโยชน์ในอนาคต จะป้องกันปัญหาการแย่งน้ำในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริโภคโดยทั่วไป และการตัดไม้ทำลายป่าไม่ควรจะมีข้อแก้ตัวอย่างมักง่ายโดยรัฐมนตรี ดังเช่นกรณีตัดต้นไม้เพื่อขยายถนนสู่เขาใหญ่ มุ่งเอาแต่ได้ ทั้งๆ ที่นักการเมืองมาแล้วก็ไป หลังจากชนะเลือกตั้ง แต่ต้นไม้ต้องใช้เวลานานกว่าจะเติบโต

 เป็นที่น่าผิดหวัง เพราะมติคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ผ่านมายังคงให้กรมทางหลวงดำเนินโครงการขยายถนนธนะรัชต์ ทางหลวง 209 ช่วงกิโลเมตรที่ 2-10 ได้ โดยอ้างว่าไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ที่ทำผิดระเบียบ แต่ในส่วนของโครงการต่อเนื่อง กิโลเมตรที่ 11 เป็นต้นไปนั้น คงต้องระงับเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน เพราะระเบียบราชการกับจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติเป็นคนละประเด็นกัน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญในการรักษาป่าไม้