
ข้อบกพร่องที่ตรงกับข้อโต้แย้งของปชป.
"แต่หากว่าพิสูจน์ได้ว่า มีการนำเงินมาให้คนของพรรคประชาธิปัตย์จริง ก็มีคำถามว่า คนคนนั้นเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ แล้วพรรคได้รับรู้หรือไม่ ถ้าเงินเข้าที่คนคนนั้น แล้วพรรคไม่รู้และไม่ได้ประโยชน์จากเงินก้อนนั้น จะถือเป็นเงินบริจาคให้แก่พรรคได้หรือไม่"
ถ้าหากว่าสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เหตุใด กกต.ถึงต้องรีบร้อนส่งเรื่องให้แก่อัยการ เพื่อพิจารณาก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
คดีของพรรคประชาธิปัตย์ที่หนักหนาสาหัสดูเหมือนจะมีอยู่ 2 เรื่อง
1.คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท
2.คดีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท
แต่เรื่องที่กำลังเป็นที่สงสัยว่า ตกลงสิ่งที่ กกต.ได้ทำไปนั้นมันครบถ้วนกระบวนความหรือไม่ คือเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัททีพีไอ โพลีน ของเสี่ยประชัย เลี่ยวไพรัตน์
คนที่ออกมาพูดและยอมรับว่า สำนวนไม่ครบถ้วนก็ใช่ว่าจะโนเนม ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ แต่เป็นถึงประธาน กกต. อภิชาต สุขัคคานนท์
"อัยการสูงสุดก็มีความเห็นตรงกับความเห็นส่วนตัวของผมที่ได้ลงมติไปว่าหลักฐานยังไม่หนักแน่นเพียงพอต่อการส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็แพ้โหวตกลายเป็นเสียงข้างน้อย..."
เป็นเสียงข้างน้อยที่ต้องเคารพเสียงข้างมากที่ลงมติว่า การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์เข้าข่ายเป็นนิติกรรมอำพราง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 95
กรณีนี้ใครฟัง ก็คงจะงงหนักเข้าไปอีกว่าที่ กกต.รีบร้อนส่งเรื่องไปในช่วงนั้น ทั้งที่รู้ว่าสำนวนไม่เรียบร้อย เพราะเสียงข้างมากลากกันไป หรือเพราะเสียงข้างมากมั่นใจแล้วว่า รอบคอบรัดกุมที่สุดแล้ว
เพราะเรื่องนี้โดยปกติทั่วไปเป็นอำนาจของ "นายทะเบียนพรรคการเมือง" ซึ่งก็หมายถึง ประธาน กกต.ที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยตำแหน่ง
แต่ก็เป็นไปได้ว่า ที่ต้องใช้เสียงข้างมากนั้นเป็นเพราะว่า ก่อนหน้านี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นไปแล้วว่า ไม่พบความผิด
แล้วก็เป็นไปได้ว่า ที่ต้องรีบร้อนลนลานประชุมร่วมกันแล้วส่งเรื่องให้อัยการนั้น เป็นเพราะม็อบเสื้อแดงที่ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ พายัพ ปั้นเกตุ พากันนำคนเสื้อแดงไปกดดันถึงสำนักงาน กกต.
ขีดเส้นตายว่า วันที่ 20 เมษายน จะมาฟังคำตอบว่า กกต.จะสั่งฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เช่นนั้นจะบุกไปถามถึงบ้านประธาน กกต.
ตรงนี้อาจมองได้ว่า มีภัยคุกคาม กกต. ไม่ว่าจะเป็นกรรมการ กกต.หรือประธาน กกต.ก็มีโอกาสที่จะถูกเยี่ยมเยือนถึงที่บ้านด้วยกันทั้งสิ้น
นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นกับ กกต.ในทางที่เลวร้าย ย่อมอยู่ในวิสัยที่วิญญูชนรับรู้ได้ทั้งสิ้น
เมื่อ กกต.ส่งสำนวนมาให้อัยการ จึงได้พบข้อที่ควรจะไปทำการแก้ไขถึง 7 ประเด็น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค ว่าใครรู้เห็นบ้าง และเป็นกรรมการบริหารชุดใด เพราะเรื่องนี้เกิดระหว่างปี 2547-2548
ที่สำคัญข้อโต้แย้งของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ ความเห็นของ กกต.ที่ใช้มติที่ประชุมนั้น ไม่ได้เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง
ทั้งอัยการและ กกต.ต่างก็ยอมรับว่า มีข้อบกพร่องของสำนวนคดี จึงได้ร่วมกันตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่วมกัน กำหนดกรอบเวลาเสร็จภายใน 1 เดือน
นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น !
แต่หากมองในแง่มุมของฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์แล้ว หรือคอการเมืองที่จับตาความเคลื่อนไหวตรงจุดนี้แล้ว ทั้งหมดนั้นน่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้หายใจหายคอสะดวก
ป่านนี้มือกฎหมายในพรรคประชาธิปัตย์คงจดข้อโต้แย้งบันทึกไว้แล้วหลายหน้า จนน่าเชื่อว่าถึงที่สุดแล้วก็น่าจะเป็นเพียงแค่ตัวบุคคล
เพราะอย่าลืมว่า อำนาจในการดำเนินการนั้นเป็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง การใช้วิธี "เสียงข้างมาก" นั้นในแง่มุมของกฎหมายก็ย่อมเป็นข้อถกเถียง
ที่สำคัญการนำเงินมาบริจาคของทีพีไอนั้น มีการมองกันว่า เป็นการยักย้ายถ่ายเทเงิน...ตรงนี้ได้มีการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วหรือไม่ว่า มีกรณีเกิดขึ้นเช่นนี้จริงหรือไม่จริงอย่างไร
การนำเงินไปให้บริษัทแมสไซอะฯ นั้น ฟังได้หรือไม่ว่าเป็นนิติกรรมอำพราง หรือได้ทำธุรกิจกันจริง แต่หากประเด็นนี้ไม่จริงก็ต้องถามว่า มีการฟ้องร้องกันทางศาลในคดีอาญากันแล้วหรือยัง
แต่หากว่าพิสูจน์ได้ว่า มีการนำเงินมาให้คนของพรรคประชาธิปัตย์จริง ก็มีคำถามว่า คนคนนั้นเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ แล้วพรรคได้รับรู้หรือไม่ ถ้าเงินเข้าที่คนคนนั้น แล้วพรรคไม่รู้และไม่ได้ประโยชน์จากเงินก้อนนั้น จะถือเป็นเงินบริจาคให้แก่พรรคได้หรือไม่
ที่สำคัญเอกสารการรับรองงบดุลของพรรคประชาธิปัตย์ในปีนั้น ก็ได้รับการรับรองจากนายทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว...ตรงนี้จะจัดการอย่างไรถ้าหากจะเอาผิดกับพรรคประชาธิปัตย์
ประการสุดท้าย หากว่าถึงที่สุดแล้วเกิดมีความผิดจริง ถามว่า ในเมื่อผิดต่อ พ.ร.บ.พรรคการเมืองแล้ว จะถึงขั้นยุบพรรคได้หรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง
นี่เป็นแค่ตัวอย่างสั้นๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ น่าจะเตรียมเอาไว้เพื่อเปิดทางให้พรรคพ้นจากการถูกยุบ
น่าสนใจก็ตรงที่ว่า เป็น "ตัวอย่าง" ที่สอดคล้องกับความเห็นของอัยการ และประธาน กกต.อย่างไรก็ไม่รู้ !
ศรุติ ศรุตา



