
ขยายปม-น้ำท่วมทุ่ง...วันสุดท้าย
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันที่สองบรรยากาศทั่วไปถือว่าการตอบโต้ดุเดือด แต่อ่อนซึ่งเนื้อหาสาระ ไม่แพ้วันแรก
เริ่มการประชุม เปิดโอกาสให้ "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" รมช.คลัง ใช้สิทธิชี้แจงกรณี "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" กล่าวหาพัวพันกับเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์ สมัยที่ "ประดิษฐ์" เป็น "เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" ที่ประเด็นตกค้างมาจากวันแรก
อัดอั้นมา 1 วันเต็มๆ "ประดิษฐ์" เลือกที่จะชี้แจงอิงข้อมูลหลักฐานที่ได้ผ่านการตรวจสอบของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ยืนยันว่า ไม่รู้จักมักจี่กับ "ประจวบ สังข์ขาว" แห่ง บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด
ยืนยันว่า ไม่รู้ ไม่เห็นที่เครือญาติไปรับงานจาก ประจวบ รวมทั้งไปรับเช็คจาก ประจวบ
สุดท้ายเดิมพันด้วยอนาคตทางการเมือง ว่าหากเพียงแค่ ศาล หรือองค์กรอิสระบอกว่า "มีมูล" ก็พร้อมจะวางมือจากการเมืองทันที !
ขณะที่ นิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นมาซัดกลับ สารวัตรดาวเทียม พูดความจริงครึ่งเดียว ประมาณว่าสืบรู้ไปหมดว่าทำประมง มีเรือไม่มีทะเบียน แต่ไม่ยอมบอกว่า รู้มาว่า น้องสาวที่ถูกอภิปรายนั้นทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างและทำมาค้าขายกับทีพีไอ
บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงนั้นจึงลุกขึ้นฟันธงว่า เฉลิม เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่ สร้างความเสียหายให้คนอื่น
แต่ไฮไลท์ของวันกลับเป็นการซักฟอก กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ
ส.ส.น้องใหม่ "วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์" ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อุตส่าห์ไปขุดประวัติ กษิต ตั้งแต่เป็นทูตในประเทศต่างๆ ด้วยลีลาน้ำเสียงค่อนไปในทาง "แอ๊บแบ๊ว" บางครั้งอ่านผิดๆ ถูกๆ หรือ เสียงหายไป อย่างที่ภาษาวิทยุเขาเรียก "เดธ แอร์" แต่ วิสาระดี ก็เรียกความสนใจให้เพื่อนสมาชิกได้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
เพราะดันไปกล่าวหาว่า กษิต มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่เคารพศาสนา !
เปิดช่องให้ "สุพัชรี ธรรมเพชร" ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงว่า ไม่ควรนำศาสนามาพูดในสภา และไม่ควรนำเอกสารมาอ่าน
แต่ "วิสาระดี" ยังอภิปรายโจมตี กษิต ผู้ขึ้นเวทีพันธมิตรต่อไป และลงที่การระบุว่า อภิสิทธิ์ เอาปลาที่เน่าแล้วไปใส่กระป๋อง
เท่านั้นเอง "ศึกแม่เนื้ออ่อน" ก็ระเบิดขึ้นในที่ประชุมสภา ระหว่าง ส.ส.หญิงจากพรรคเพื่อไทย กับส.ส.หญิงกับพรรคประชาธิปัตย์
รังสิมา รอดรัศมี เจ้าของประโยคเด็ด ท่านประธานไม่แข็ง เมื่อหลายปีก่อน ลุกขึ้นประท้วงประธาน พร้อมกับจุดชนวนสงคราม "เนื้อนิ่ม" ด้วยคำพูดที่ว่า "วิสาระดี" อ่านเอกสาร ใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าว จึงเชื่อว่าเอกสารที่อ่านไม่ได้มาจากสมองของตัวเอง
"ผู้อภิปรายอ่านเอกสารทุกคำพูดถ้าริบเอกสารนั้นมา เขาก็จะพูดไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้พูดจากสมองเขาเอง ถ้าพูดจากใจจริงจะไม่ก้าวร้าวแบบนี้"
ประเด็น "ไม่มีสมอง" จึงเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการประท้วงยาวนาน ในขณะที่ประธานที่ประชุมอย่าง สามารถ แก้วมีชัย ก็ปล่อยให้คนนั้นลุกขึ้นพูด คนนี้ลุกขึ้นประท้วง โดยที่ยังไม่ทันได้วินิจฉัย
เรื่องมันก็เลยทำท่าว่าจะไปกันใหญ่
แต่ในที่สุด "รังสิมา" ก็ยินยอมถอนคำพูด จึงทำให้อุณหภูมิที่ประชุมลดลงได้บ้าง และเมื่อ "วิสาระดี" เดินเข้ามาขอโทษขอโพย รังสิมา ในฐานะน้องใหม่ ก็ยิ่งทำให้ภาพของสภาดูแปลกไป ต่างจากวันแรกที่แจกของลับ และท้าไปเจอกับนอกห้องประชุม
จากนั้นเป็นการอภิปรายของ "สมคิด บาลไธสง" ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายว่า "นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี" มาไม่ถูกต้องเปรียบเหมือนลัทธิใหม่คือ "ลัทธิมาร์ค-เนวิน" มาจากคนละขั้วเหมือนน้ำกับน้ำมันที่มาอยู่ร่วมกัน เชื่อว่าอนาคตก็ต้องแตกแน่นอน
ลีลาการอภิปรายของ "สมคิด" ใช้ถ้อยคำและลีลาที่ดุเดือด และช่วงหนึ่งของการอภิปราย "สมคิด" ได้อภิปรายต่อว่า "กษิต" เป็น "รัฐมนตรีคนนี้บริหารประเทศฉิบหายแล้ว"
ทำให้เกิดการประท้วง "สมคิด" และประท้วงการทำหน้าที่ของประธานซึ่งขณะนั้น "พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย" ทำหน้าที่จาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมาก
เนื่องจาก "พ.อ.อภิวันท์" วินิจฉัยคำว่า "ฉิบหาย" ไม่ถือว่าเป็นคำไม่สุภาพและไม่ถือว่าเป็นคำเสียดสี แต่ถือว่าเป็นการกล่าวหา โดยให้รัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจงข้อกล่าวหาเอง แม้ว่าจะมีสมาชิกประท้วงการวินิจฉัย แต่ "พ.อ.อภิวันท์" ยังยืนคำวินิจฉัยตามเดิม
จนกระทั่ง "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงและกล่าวว่า "ถ้าผมพูดว่าท่านรองประธานคนนี้ทำบ้านเมืองฉิบหายก็คงไม่ถือว่าเป็นคำไม่สุภาพ" แต่ "พ.อ.อภิวันท์" ได้ปิดไมโครโฟนและยืนยันให้สมาชิกอภิปรายต่อไป
ตลอดทั้งวัน สมาชิกฝ่ายค้านเวียนกันขึ้นมาถล่ม กษิต ด้วยความเดือดดาล เพราะเป็นหนึ่งในผู้ที่ขึ้นเวทีพันธมิตร จนกลบเรื่องราวการอภิปราย กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ซึ่งมีสมาชิกฝ่ายค้านหลายคนขึ้นมาอภิปราย
แต่จับต้นชนปลายแทบไม่ได้
ยกเว้นบางคนที่พยายามจะบอกเหมือนที่ ทักษิณ ชินวัตร พูดในก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลนี้ดีแต่รู้จักกู้ แต่ไม่รู้จักหาเงินมาแก้ปัญหา
สิ่งที่ต้องจับตาการอภิปรายในวันที่สองและเป็นวันสุดท้าย จึงไม่ใช่เนื้อหาของการอภิปราย หากแต่เป็นความเคลื่อนไหวของ ส.ส.ทั้งสองฝ่าย "งูเห่า" หรือ "ผู้แปรพักตร์" ที่เคยพูดถึงในก่อนหน้านี้ยังมีอยู่หรือไม่ เท่าไร



