
ยาสูบวอนคลังทบทวนเกณฑ์ใหม่ภาษีสรรพสามิตหวั่นถูกฮุบตลาด
สหภาพฯ ยาสูบ วอนรมช.คลังคนใหม่ทบทวนเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่คิดภาษีสรรพสามิตยาสูบจากราคาขายปลีก หวั่นเปิดช่องบุหรี่นอกสวมสิทธิ์อาฟตาเข้าฮุบตลาดไทย ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม
นายสรกฤต พลเคน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ กล่าวถึงกรณีกรมสรรพสามิตเตรียมยื่นหลักเกณฑ์จัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ เสนอให้นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่พิจารณา หลังจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) เริ่มมีผลบังคับใช้ให้ทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0-5% นับแต่ต้นปี 2553 ทั้งในส่วนบุหรี่ที่ผลิตในประเทศและบุหรี่นำเข้า โดยเกณฑ์ใหม่จะยกเลิกการคำนวณบุหรี่ไทยที่คิดจากราคาหน้าโรงงานและราคานำเข้า (ซีไอเอฟ) สำหรับบุหรี่นอก มาเป็นการใช้ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย หรือราคาขายปลีกเพื่อการคำนวณภาษีแทน
"รู้สึกเป็นห่วงกับแนวคิดดังกล่าว และอยากให้กระทรวงการคลังโดยเฉพาะรมช.ที่กำกับดูแลกรมสรรพสามิต พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่อย่างรอบด้าน เนื่องจากเกรงว่าการคิดจากราคาขายปลีกจะส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทยและระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่น โรงบ่มใบยา ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมต่อบุหรี่ในประเทศ เพราะผู้นำเข้าส่วนใหญ่มักแจ้งราคาต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริงมากเพื่อให้สามารถตั้งราคาขายปลีกได้ถูกกว่าบุหรี่ไทย" นายสรกฤต กล่าว
ขณะที่บุหรี่ไทยที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบ แม้จะเปลี่ยนวิธีคำนวณภาษีก็ยังต้องแบกรับภาระต้นทุน ภาษีเงินได้แทนผู้ค้าบุหรี่ทุกทอด ตามมาตรา 48 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต่างกับบุหรี่ต่างประเทศ ที่ไม่มีภาระต้นทุนดังกล่าว ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างชัดเจน จึงอาจเกิดการสวิทชิ่งแบรนด์ หรือเปลี่ยนจากบุหรี่ไทยไปสูบบุหรี่นอกและอาจไปเพิ่มจำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่ทั้งในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตลอดจนกลุ่มสตรี ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ผู้นำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศต้องการจะเจาะเข้ามามากที่สุด จนอาจกลายเป็นปัญหาสังคมตามมาในอนาคตอันใกล้



