
ปตท.หนุนขึ้นราคาเอ็นจีวีโลละ2บาทพลังงานชงปรับโครงสร้างเข้ากพช.ปลายเดือนมิ.ย.นี้
พลังงานนำโครงสร้างปรับราคาเอ็นจีวีและแอลพีจีเข้า กพช.ปลายเดือนมิถุนายนนี้ ด้าน ปตท. เสนอขึ้นราคาเอ็นจีวีกิโลละ 2 บาท ลดภาระแบกรับต้นทุนของรัฐ ระบุแนวโน้มความต้องการใช้พุ่งสูงขึ้น ต้องรับภาระส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 28 มิถุนายนนี้ กระทรวงจะเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนราคาเอ็นจีวีและแอลพีจีต่อที่ประชุม ซึ่งมีหลายรูปแบบที่จะเสนอ ทั้งเรื่องการขยับราคาหรือการตรึงราคา หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการตรึงราคาสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อให้ที่ประชุมตัดสินใจ ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะตรึงราคาไปจนถึงสิ้นปีหรือไม่ โดยจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ด้านนายณัฐชาติ จารุจินดา รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.จะเสนอทางเลือกให้กระทรวงพิจารณา ด้วยเห็นว่าภาระปัจจุบันนี้ ต้นทุนเอ็นจีวีสูงกว่าราคาขายที่ 8.50 บาทต่อกก.ถึง 6 บาทต่อกก. หรือราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 14.50 บาทต่อกก. ดังนั้น แนวทางที่เห็นว่าควรจะร่วมรับภาระร่วมกันคือ ปตท.พร้อมแบกภาระต่อ 2 บาทต่อกก. และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควรรับภาระ 2 บาท ขณะที่ประชาชนรับภาระ 2 บาทต่อกก.
"หากแนวทางเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าราคาเอ็นจีวีควรขยับขึ้นเป็น 10.50 บาทต่อกก. เมื่อปรับแล้วก็ยังเป็นราคาที่ต่ำกว่าแอลพีจีที่ราคา 11.40 บาทต่อลิตร ซึ่งหากเปรียบเทียบที่ค่าความร้อนเดียวกันแล้วก็จะถูกกว่าประมาณ 20-30%" นายณัฐชาติกล่าว และว่า แม้ขณะนี้ ปตท.จะได้รับเงินอุดหนุนเอ็นจีวีจากกองทุนน้ำมัน 2 บาทต่อกก. โดยกำหนดอัตราช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อเดือน แต่ขณะนี้ก็เต็มวงเงินแล้ว เพราะความต้องการใช้เอ็นจีวีสูงถึง 4,600 ตันต่อวัน และจะพุ่งขึ้นเป็น 5,000 ตันต่อวัน ในสิ้นปีนี้ ซึ่งเท่ากับ ปตท.จะมีภาระขาดทุนถึง 20 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น จึงเห็นว่าน่าจะมีการปรับขึ้นราคาบ้างเพื่อความเหมาะสม
ส่วนกรณีราคาแอลพีจีนั้น นายณัฐชาติ กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการนำเข้าสูงถึง 1.7 แสนตัน และเดือนมิถุนายนจะนำเข้าถึง 1.3 แสนตัน โดย ปตท.เป็นผู้นำเข้าให้ก่อน แล้วกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเป็นผู้จ่ายภาระส่วนต่างนำเข้าให้ ปตท. แต่ก็ยังติดค้างรวมกว่า 8,500 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีการปรับโครงสร้างราคาบ้างก็จะทำให้ประเทศเสียเงินนำเข้าในมูลค่าสูง
ทั้งนี้ ล่าสุดราคาแอลพีจีอยู่ที่ประมาณ 680 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ถ้ามีการปรับโครงสร้างตามที่กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างศึกษา คือ แยกราคาออกเป็น 2 ราคา คือ 1.ราคาครัวเรือน-ขนส่ง และ 2.ราคาอุตสาหกรรม-ปิโตรเคมี ก็คาดว่าจะทำให้ภาระนำเข้าลดลงบ้าง
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการตรึงราคาแอลพีจีในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคขนส่งเพื่อไม่กระทบต่อประชาชน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอาจจะขยับราคาเพื่อลดภาระกองทุนฯ เพราะในขณะนี้ปรากฏว่าโรงงานต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้แอลพีจีเป็นจำนวนมากขึ้น



