ข่าว

ธุรกิจการศึกษา

ธุรกิจการศึกษา

10 มิ.ย. 2553

โรงเรียนฝึกหัดครูคือแหล่งที่สอนคนให้เรียนจบออกมาเป็นครู ต่อมาจึงพัฒนาเรียกชื่อให้ดูโก้และทันสมัยมากขึ้นว่า วิทยาลัยครู แต่ก็ยังยึดมั่นในแนวทางของการสอนคนให้จบออกมาเป็นครู ตำรับตำราวิชาการที่สอนกันในโรงเรียนฝึกหัดครูและวิทยาลัยครู ก็ล้วนแต่มีความจำเป็นและ

 วุฒิการศึกษาระดับสูงสุดเท่าที่วิทยาลัยครูในสมัยก่อนจะมีให้ ก็เป็นเพียงแค่ระดับ ปกศ.สูง หรือเทียบเท่ากับอนุปริญญา ใครที่ต้องการศึกษาไปจนถึงระดับปริญญาตรีเป็นขั้นต่ำ ก็ต้องไปเรียนต่อยังสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเรียกว่า วศ. หรือวิทยาลัยวิชาการศึกษา ซึ่งมีอยู่ไม่ถึงสิบแห่งทั่วประเทศ ในขณะที่วิทยาลัยครูในยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพ ทั้งหมดในประเทศไทยก็ไม่น่าจะมีเกินยี่สิบแห่งเท่านั้น

 ครูยุคโรงเรียนฝึกหัดครูและยุควิทยาลัยครู มีคำกล่าวกันว่า ครูคนเดียววิ่งสอนทั้งโรงเรียนตั้งแต่ประถม 1 ถึง ประถม 4 แถมครูหนึ่งคนยังต้องรับภาระนักเรียนมากถึง 50-60 คนต่อหนึ่งห้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนบ้านนอก ที่เรียกกันว่าโรงเรียนประชาบาลทั้งหลาย

 จนเมื่อมีการปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศครั้งใหญ่ ผู้บริหารระดับสูงสุดของแต่ละสถานศึกษาต่างต้องการที่จะยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น จากผู้อำนวยการวิทยาลัยก็ต้องการเป็นอธิการบดี เพื่อให้หัวหน้าหมวดวิชาก้าวขึ้นตามมาเป็นคณบดีไปด้วย วิทยาลัยครูจึงดิ้นรนด้วยความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการศึกษาขั้นต่ำสุดไปถึงปริญญาตรี

 การเปิดรับนักศึกษาอย่างไม่มีขีดจำกัด เปิดสาขาวิชาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย และตามมาด้วยการผลักดันให้วิทยาลัยครูก้าวหลุดออกไปจากการดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหวังว่าจะยกระดับผู้สอนให้อยู่ในระดับเดียวกันกับอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยที่สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐในขณะนั้น และวนกลับมาอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการเช่นในขณะนี้

 การดิ้นรนด้วยข้ออ้างต่างๆ ว่าเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศมีระดับการศึกษาขั้นต่ำไปถึงระดับปริญญาตรี นอกจากจะทำให้มีการขยายตำแหน่งของคนในแวดวงการศึกษาของรัฐแล้ว ยังมีการเปิดสถานศึกษาให้สอนถึงระดับปริญญาตรี, โท, เอก กันอย่างกว้างขวาง

 ในขณะเดียวกันโรงเรียนประชาบาลบ้านนอก ที่ผ่านการเปลี่ยนชื่อเรียกไปตามแต่คนบนหอคอยจะเห็นงาม ก็เริ่มถูกบังคับให้ปิดตัวเองลงไปเรื่อยๆ ด้วยข้ออ้างของความไม่คุ้มทุนเพราะมีจำนวนนักเรียนน้อยเกินไป แทนที่จะเห็นว่าเมื่ออัตราเฉลี่ยระหว่างครูกับนักเรียนดีขึ้น น่าจะเป็นโอกาสให้นักเรียนบ้านนอกที่ใกล้ชิดกับครูผู้สอนมากขึ้น จะมีความรู้ในวิชาการที่เรียนมากขึ้น กลับสั่งปิดโรงเรียนโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาด้อยปัญญา ทั้งที่ตนเองก็มาจากความเป็นเด็กบ้านนอก

 สถานศึกษาเอกชนระดับบนเพิ่มมากขึ้น คนจบระดับปริญญาตรีที่ไม่ได้เรียนกับครูผู้เรียนวิชาการสอนหนังสือโดยตรงมากขึ้น คุณภาพของคนคุณภาพของการศึกษากลับตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลธรรมของผู้คนที่หดหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะผู้สอนเอาแต่วิชาการป้อนเข้าไปโดยไม่ได้ใส่ใจจริยธรรมให้เคียงคู่เหมือนยุคเก่าก่อน ประเทศไทยของเราจึงเต็มไปด้วยปัญหาสารพัดร้อยแปด เพราะระบบการศึกษาที่ถอยหลังเข้าคลองนี่เอง

 คำขวัญที่ได้ยินกันจนชินหูที่ว่า “จ่าย (ค่าหน่วยกิต) ครบ จบแน่นอน” จึงเป็นเรื่องที่คนซึ่งมีความรู้เพียงแค่อ่านออกเขียนได้อย่างผม ไม่กล้าไปแสวงหาความรู้เพื่อเพิ่ม “วุฒิการศึกษา” ให้แก่ตนเองแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะ “ได้กำไร” จากสังคมมากเกินไปครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ