
เบรกเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หวั่นเงินรั่วไหล จี้ส่งเข้าคลังแทนเข้ากองทุนฯ
"อนุสรณ์" ค้านเก็บ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" หวั่น นทท. ลด-กระทบการท่องเที่ยวไทย ชี้ หากเดินหน้าต่อต้องส่งเงินเข้าคลังแทนกองทุนฯ ป้องกันเงินรั่วไหล
วันที่ 22 ก.ย.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าว คัดค้านการเก็บค่าธรรมเนียมเหยียบแผ่นดิน ซึ่งจะเป็นรายได้แหล่งใหม่ของรัฐบาล ว่า คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้เชิญกระทรวงการท่องเที่ยวอละกีฬามาเสนอข้อมูลการจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศหรือที่เรียกว่าค่าเหยียบแผ่นดิน
โดยจะเก็บเงินนี้ไปให้กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การทำเช่นนี้อาจส่งผลกระทบกับรายได้การท่องเที่ยวโดยรวม ขณะเดียวกันการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินและเอาเงินไปให้กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ การเก็บเงินในลักษณะนี้ไม่มีประสิทธิภาพและอาจเกิดการรั่วไหล เอื้อประโยชน์ได้ง่าย โดยเงินที่เก็บเข้ากองทุนไม่ผ่านเข้ากระบวนการงบประมาณตามปกติ
จึงมองว่าเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้กองทุนดังกล่าวต้องทบทวนวัตถุประสงค์ จัดเก็บค่าธรรมเนียมรวมถึงรูปแบบในการจัดเก็บค่าธรรมเนียม เพราะจะกระทบกับการท่องเที่ยวและประชาชน อาจไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร
ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวฯหากมีการจัดเก็บ อัตราค่าธรรมเนียม 450 บาทต่อคนจากจำนวนนักท่องเที่ยว 33.2 ล้านคน ลดลงประมาณ 66,200 คน ซึ่งตนประเมินว่านักท่องเที่ยวอาจลดลงมากกว่านั้น แล้วจะส่งผลต่อรายได้ของการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก โดยที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯประเมินว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 3,114 ล้านบาท ซึ่งตนมองว่าน่าจะอยู่ในระดับ 5 พัน- 1หมื่นล้านบาท ถ้าไม่ดูแลจัดการให้ดี
" แม้รัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม แต่เงินจำนวนนี้จะไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณตามปกติ นำเข้ากองทุนเลย หากไม่มีการบูรณาการการใช้เงินกับแหล่งท่องเที่ยวอาจก่อให้เกิดความซับซ้อนของการใช้งบประมาณและเป็นช่องทางในการเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายพรรคพวกได้และอาจเกิดการทุจริตเงินรั่วไหล" นายอนุสรณ์กล่าว
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ถ้ารัฐบาลตัดสินใจเก็บเงินส่วนนี้ก็ควรจะเอาเม็ดเงินให้กระทรวงการคลังไปบริหารจัดการทั้งหมดไม่ควรจัดเก็บไว้กับกองทุน เพราะไม่มีการกำกับตรวจสอบตามกระบวนการปกติ หากเอาเข้ากระทรวงการคลังก็จะมีความยืดหยุ่น ที่จะเอาเม็ดวันนี้ไปบริหารจัดการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศตามลำดับความสำคัญ
ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นในการจัดการงบประมาณมากกว่า แต่จะเก็บหรือไม่ต้องประเมินให้ดีก่อน จากการศึกษาของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อาจมองโลกในแง่ดีเกินไปว่าจะไม่มีผลกระทบ กับจำนวนนักท่องเที่ยว



