ข่าว

กนง.มองจีดีพีปีนี้มีลุ้นโตได้ถึง6%จ่อปรับเป้ากรอบบน-จับตา"การเมือง-หนี้ยุโรป"

กนง.มองจีดีพีปีนี้มีลุ้นโตได้ถึง6%จ่อปรับเป้ากรอบบน-จับตา"การเมือง-หนี้ยุโรป"

08 มิ.ย. 2553

กนง.เล็งปรับเป้าจีดีพีกรอบบนขึ้นจาก 5.8% เป็น 6% หากปัญหาการเมืองและหนี้สาธารณะของยุโรปไม่รุนแรงขึ้น มองส่งออกขยายตัวดีต่อเนื่องเป็นกำลังขับเคลื่อน ส่วนดอกเบี้ยมีโอกาสปรับขึ้นเช่นกัน ด้านนายแบงก์ชี้สภาพคล่องสูง ขยับดอกเบี้ยขึ้นเป็นไปได้ยาก

 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งถัดไปมีโอกาสที่ กนง.จะปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในกรอบบนของปีนี้ใหม่เป็นไม่ต่ำกว่า 6% จากเดิม ซึ่งอยู่ที่ 5.8% หากสถานการณ์การเมือง และปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปยังไม่มีประเด็นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก โดยเป็นผลจากการส่งออกที่ขยายตัวดี ส่วนกรอบล่างอาจจะยังคงไว้ที่กรอบเดิมคือ 4.3%

 "มีการคุยกันตั้งแต่การประชุมครั้งที่ผ่านมาแล้ว เห็นว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 6% มีโอกาสเป็นไปได้" นายพรายพลกล่าวและว่า ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น ถ้าไม่มีประเด็นที่สร้างแรงกดดันให้แก่ภาพรวมเศรษฐกิจ ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็นระดับที่ต่ำมาก ซึ่งในการประชุมรอบที่ผ่านมา ที่ประชุมก็มีการหารือกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมในปีนี้ควรอยู่ที่ระดับใด เพียงแต่ยังไม่มีการสรุปออกมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามหากจะปรับขึ้น ก็จะเป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

 ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับสูง หากไม่มีการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออกไป โอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นไปได้น้อย โดยสภาพคล่องที่เหมาะสมจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยควรอยู่ที่ประมาณ 3-4 แสนล้านบาท และหาก ธปท.ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยก็ต้องเป็นผู้ชี้นำปรับดอกเบี้ยนโยบายด้วย

 "หาก ธปท.มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์พี หรือดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วัน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ก็จะต้องพิจารณาจากสภาพคล่องของแต่ละธนาคารประกอบกันด้วย โดยในขณะนี้ธนาคารกรุงไทยปัจจุบันมีสภาพคล่องอยู่ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของทั้งระบบ" นายอภิศักดิ์กล่าว
 
 ส่วนผลกระทบจากเหตุจลาจลในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 3-4 ของปี โดยเฉพาะการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งปัจจัยการเมือง หรือกฎหมายบางอย่างที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และกรณีของมาบตาพุด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังต้องได้รับการแก้ไข ส่วนภาคการส่งออกยังเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ โดยจากการที่ได้พบปะกับลูกค้า พบว่า คำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เข้ามาจะยาวไปอีก 3-4 เดือน