ข่าว

เล่าสู่กันฟัง-จะทำอย่างไรเมื่อเด็กไทยพนันบอลตั้งแต่ชั้นมัธยม

เล่าสู่กันฟัง-จะทำอย่างไรเมื่อเด็กไทยพนันบอลตั้งแต่ชั้นมัธยม

09 มิ.ย. 2553

ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ 10 สถาบัน รวมตัวกันเพื่อศึกษาและสร้างสรรค์ผลงานวิจัยสาธารณะที่น่าเชื่อถือ โดยการสนับสนุนของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

 ได้เผยแพร่ผลการสำรวจผลกระทบจากการเล่นพนันฟุตบอลของเยาวชนต่อสังคมไทย โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจนถึงระดับอุดมศึกษาจำนวน 4,461 คน ใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า เยาวชนที่เล่นพนันฟุตบอลเริ่มต้นจากการติดตามชมการแข่งขันประมาณ 2-3 วัน และเพราะมีคนรู้จักเล่นพนันบอล ส่วนใหญ่คือเพื่อน (ร้อยละ 45.92) รองลงมาคือญาติพี่น้อง (ร้อยละ 14.43) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเพื่อนและบุคคลใกล้ตัวค่อนข้างมีอิทธิพลต่อการพนันบอลของเยาวชน และเหตุผลที่จูงใจให้เยาวชนไทยเล่นพนันบอลคือ อยากได้เงิน (ร้อยละ 30.48) รองลงมาเพื่อความสนุก (ร้อยละ 29.79) และตามอย่างเพื่อน (ร้อยละ 16.44)

เมื่อเจาะลึกลงไปยังพบด้วยว่า ส่วนใหญ่เริ่มเล่นตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ถึงร้อยละ 41.57 ดังนั้น หากต้องการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองและอาจารย์ต้องวางแผนเพื่อป้องกันการเล่นพนันของเยาวชนตั้งแต่ในช่วงวัยนี้

ที่น่าสนใจอีกประการคือ เยาวชนที่ชอบเล่นพนันบอล ส่วนใหญ่อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เงินที่ได้มาจากการเล่นพนันบอลส่วนมากจะเอาไปใช้ในการกิน/เที่ยวกับเพื่อนฝูง และเก็บไว้เป็นทุนเล่นต่อไป มีบ้างเหมือนกันที่ตอบว่าเล่นเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าเทอม แต่ก็เป็นจำนวนน้อยมาก

ร้อยละ 22 ของเยาวชนที่ตอบว่าเล่นพนันบอลเคยเป็นหนี้พนัน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับอนุปริญญาตรี และระดับนักเรียน ปวช. เยาวชนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้หนี้พนันโดยยืมเงินจากเพื่อน รองลงไปคือขอเงินจากผู้ปกครองเพิ่ม หรือขาย/จำนองของมีค่าเพื่อนำเงินไปใช้หนี้

ด้านความคิดเห็นของเยาวชนต่อผลกระทบทางสังคมพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเล่นพนันบอล เพราะคิดว่าการเล่นพนันบอลไม่ได้ทำให้ดูเป็นคนทันสมัย นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการทำให้เพื่อนยอมรับเข้ากลุ่มไม่จำเป็นต้องเล่นพนันบอล และเยาวชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะเปิดให้มีการเล่นพนันบอลอย่างถูกกฎหมาย ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเยาวชนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเล่นพนันบอล ซึ่งนับว่ายังโชคดีที่ยังพอมีโอกาสช่วยกันแก้ไขได้  อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีเยาวชนไทยบางส่วนที่ยังคงเล่นพนันบอล ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60 ของเยาวชนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนระดับ ปวช.

ทั้งนี้ มีเยาวชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งเลิกเล่นพนันบอลแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่าผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับที่เสียไป รองลงมาคือไม่มีเงิน ในขณะที่เยาวชนส่วนใหญ่ที่ไม่เล่นพนันบอล จะให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวเพื่อทำให้กลุ่มเยาวชนเลิกเล่นพนันบอลนั้นอาจไม่เพียงพอหรืออาจไม่เหมาะสม  เพราะพวกเขาอาจไม่เกรงกลัวกฎหมายหรืออาจหลีกเลี่ยงกฎหมายได้ แต่ควรเป็นมาตรการที่แสดงให้เห็นว่าการพนันบอลเป็นกิจการที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ได้ไม่คุ้มเสีย

สำหรับรายการลีกที่เยาวชนนิยมเล่นพนันอันดับหนึ่งได้แก่ พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ รองลงมาคือ กัลโซ่ ซีรีส์อาของอิตาลี และบุลเดสลีกาของเยอรมนี และในช่วงฤดูการแข่งขันบอลโลกปีนี้ มีเยาวชนร้อยละ 17.66 ตอบว่าจะเล่นพนันบอลครั้งนี้ด้วย โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอนุปริญญาตรี (ร้อยละ 31.5) กลุ่ม ปวช. (ร้อยละ 23) และกลุ่มปริญญาตรี (ร้อยละ 21) ตามลำดับ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายที่มีความคิดจะเล่นพนันบอลในการแข่งขันครั้งนี้มีเพียงร้อยละ 8.4 และ 16.1

ก็หวังว่าผลงานของปัญญาสมาพันธ์ฯ ชิ้นนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในทุกภาคส่วนให้ได้รับทราบข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้อย่างชัดเจน เพื่อทุกคนทุกฝ่ายจะได้ตระหนักและมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคมปัญหานี้ให้ลดลงจนกระทั่งหมดไปได้

บัญญัติ  คำนูณวัฒน์