ข่าว

ครม.คนรักมาร์ค

ครม.คนรักมาร์ค

09 มิ.ย. 2553

ในที่สุดก็มีรัฐบาล “มาร์ค 5” ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งก็เป็นไปตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้ง 5 นาย กลับรอดตัวแม้ว่าบางคนจะได้รับคะแนนไว้วางใจน้อยไปสักหน่อย

 แต่รัฐมนตรีที่ไม่ได้ถูกอภิปรายกลับเอาตัวไม่รอด แถมหวยยังมาออกที่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์เสียเป็นส่วนใหญ่ อย่าง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายไพฑูรย์ แก้วทอง และนายธีระ สลักเพชร เป็นต้น

 นอกจากนี้การปรับ ครม.คราวนี้ ยังเป็นการประลองกำลังระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มวังพญานาค และกลุ่มโคราช ซึ่งปรากฏผลว่าภูมิใจไทยที่เป็นปึกแผ่นกว่า และมีโยงใยที่เหนียวแน่นกว่า สามารถรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้โดยไม่มีอะไรมาแผ้วพาน ขณะที่พรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้งหัวหน้าพรรคอย่าง นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง และ ร.ต.(หญิง)ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ถูกลอยแพเท้งเต้ง

 ถ้าถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้อะไรจากการปรับ ครม.ครั้งนี้บ้าง คำตอบที่เห็นได้ชัดก็คือการได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่แต่เดิม นอกเหนือไปจากการลดแรงกดดันของคลื่นใต้น้ำภายในพรรค ซึ่งเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีในลักษณะของสมบัติผลัดกันชม และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งน่าจะเกิดขึ้นภายใน 6-8 เดือนข้างหน้า จริงอยู่ แม้จะมีคลื่นลมบ้างจากการปรับ ครม.แต่ก็คงจะเป็นแค่คลื่นลมตามฤดูกาล และกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งไปในที่สุด ไม่ถึงขนาดสึนามิที่จะก่อความเสียแก่หายแก่พรรคประชาธิปัตย์ได้หรอกครับ

 ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ก็สามารถถอนเสี้ยนที่ตำเท้าออกได้ แม้จะมีคำถามที่คาใจประชาชนอยู่หลายข้อ สำหรับ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ด้วยความเก๋าเกมและมีแต้มต่อทางการเมืองที่นายกรัฐมนตรีต้องเกรงใจ ก็ทำให้ นายเนวิน ชิดชอบ ปรามนายอภิสิทธิ์อยู่ในทีว่า “พรรคของข้าใครอย่าแตะ” พร้อมกับเล่นบทเนียนๆ ไปเรื่อยๆ จนสิ้นวาระของรัฐบาลชุดนี้

 แต่ถ้าย้อนถามว่าประชาชนได้อะไรบ้างจาก ครม. “มาร์ค 5” ก็คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเท่าไหร่ เพราะเหตุผลของการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตรง

 การปรับจึงไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองหรือความพอใจของประชาชน หากแต่เป็นการปรับเพื่อประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างคือพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย กับเพื่อความพอใจของนายกรัฐมนตรีเป็นสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นการปรับด้วยเหตุผลทางการเมืองล้วนๆ ทั้งการเมืองภายในพรรค และการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ

 ปกป้อง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 แม้จะมีการคาดคะเนว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้ น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือความไม่แน่นอน

 และการเมืองแบบไทยๆ อะไรที่ไม่แน่นอนก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละครับ