
ศอฉ.แฉหลักฐานระเบิดเอ็ม67บ้านเมียการ์ดนปช.
ศอฉ.แฉหลักฐานระเบิดเอ็ม 67 บ้าน เมียการ์ด นปช. เชื่อมเหตุ บึ้มป่วนกรุง แจงควบคุมผู้ต้องหาแยกขังตาม พ.ร.ก.-อาญา รวม 422 ราย ระบุพบตัวเลขคนแจ้งสูญหายเพียง 20 ราย ไม่ตรงตามข้อมูลฝ่ายค้าน สั่ง ตร.ประสานมูลนิธิกระจกเงาข้อมูลเปรียบเทียบ
(8มิ.ย.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (โฆษก บช.น.) แถลงผลการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า ตำรวจรายงานในที่ประชุม คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นการปฏิบัติร่วมกันทั้งทหารตำรวจและพลเรือนใน กทม.และทั่วประเทศ ซึ่งทั่วไปยังสงบเรียบร้อยดี แต่มีความเคลื่อนไหวแนวร่วมบ้าง เช่น ระดมความเห็น แต่ไม่รุนแรงอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังรายงานการสรุปคดีที่ศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 4 คน กรณีคนร้ายวางเพลิงเซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงครามได้จับกุมตัวตามหมายจับ ซึ่งพลเรือนดีแจ้งมา ชื่อนายสายชล แพบัว เจ้าตัวรับว่าเป็นคนเดียวกับภาพถ่าย อยู่ในสถานที่เกิดเหตุและร่วมชุมนุมจริง แต่ต่อสู่ประเด็นการวางเพลิง เป็นหน้าที่ตำรวจต้องรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตำรวจจะหาพยานก่อนจะส่งให้ดีเอสไอต่อไป
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ส่วนการขยายผลการดำเนินคดีต่อเนื่องกรณีจับกุมนายโชคอำนวย หรือนายโชค สุรการ เป็นการ์ด นปช. ผู้ต้องหาที่ถูกจับเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบมีอาวุธปืนปากกา และเอกสารอื่น ถูกดำเนินคดีมีอาวุธปืน แต่น่าสนใจคือวันที่ถูกจับมีนางพะยอม หนูสูงเนิน ภรรยาอยู่ด้วย แต่หลักฐานไม่ถึง และวันที่ 18 พฤษภาคมเจ้าหน้าที่ได้ไปจับกุมภรรยาและได้หลักฐานหลายรายการ เช่น ระเบิดเอ็ม 67 ปรากฏว่าระเบิดเหล่านั้นมีตำหนิมีการขูดลบหมายเลขในกระเดื่องด้วยปากกาเมจิสีน้ำเงิน ซึ่งนางพยอมรับว่าเป็นของนายโชคอำนวยมาฝากไว้
“เหตุการณ์นี้ทำให้พนักงานสอบสวนนำหลักฐานมาพิสูจน์ และตรวจสอบเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึง 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าระเบิดเอ็ม 67 ที่พบในบ้านของนางพยอมมีพยานหลักฐานตรงกันกับเหตุระเบิดที่เกิดบ่อยครั้งในช่วงนั้น เช่น เหตุระเบิดแขวงการทางธนบุรีบางพลัด วันที่ 23 มีนาคม และวันที่ 24 มีนาคมเหตุระเบิดกรมบังคับคดีบางขุนนนท์ วันที่ 26 มีนาคมระเบิดที่สำนักงานอัยการสูงสุด ระเบิดหน้าสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 บริเวณหน้าบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้ง หน้ามูลนิธิรัฐบุรุษ หน้าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที บริเวณสวนลุมไนท์พล่าซ่า รวม 7-8 ครั้ง เป็นลักษณะเดียวกันทั้งหมด และมีพยานหลักฐานยืนยัน” โฆษก บช.น. กล่าว
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานยืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการจับคนร้าย 2 คน คือ นายบัณฑิต สิทธิชุม และนายสุมนัฐ ปุนละเวศ กรณียิงอาร์พีจีเข้าใส่กระทรวงกลาโหมและวัดพระแก้ว ซึ่งระเบิดที่ปรากฏในรถของคนร้าย ส่วนหนึ่งมาตรงกับระเบิดในบ้านนางพะยอมด้วย ทั้งนี้ ตำรวจสรุปว่าได้ 3 ประเด็น คือ 1.แหล่งที่มาของระเบิดทั้งหมดน่าจะมาจากแหล่งเดียวกัน 2.กลุ่ม นปช.ที่จับได้น่าจะเป็นกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง และ 3.คนร้ายเริ่มใช้ระเบิดตั้งแต่ก่อนการชุมนุมใช้ต่อสู้เจ้าหน้าที่จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับเจ้าหน้าที่ว่านอกเหนือจากนายโชคอำนวยแล้วมีใครอีกหรือไม่ ศอฉ.ฝากให้ติดตามว่าอาวุธใครจัดหาให้ มีใครเกี่ยวข้องบ้าง มีแหล่งที่ใด และดำเนินการลักษณะใด ใครอยู่เบื้องหลัง เป็นการบ้านที่ ศอฉ.ให้ตำรวจเพิ่มเติม ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าระเบิดบ่อยครั้งเป็นการดำเนินการเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า กองปราบปรามรายงานผลปฏิบัติเพิ่มเติม คือ แกนนำที่มอบตัววันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ครบรอบควบคุมตัวครั้งที่ 3 คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายนิสิต สินธุไพร นายวิภู แถลงพัฒนภูไท นายขวัญชัย ไพรพนา วันนี้ได้ขออนุมัติศาลควบคุมตัวต่อตั้งแต่วันที่ 9-15 มิถุนายน ซึ่งศาลอนุมัติ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้จับกุมคนร้ายคดีเกี่ยวกับความมั่นคง 7 ราย คือ 1.นายชัชวาล ศรีจำปา ซึ่งพบว่ามีหลักฐานลอบวางเพลิง 3 แห่ง คือ ศาลากลางอุบลราชธานี ธนาคาร และหน้ากองบิน 1 จ.อุบลราชธานี
“ 2.นายมานพ วิเศษประสิทธิ กรณีวางเพลิงที่อุบลราชธานี 3.น.ส.พัชรมล เพชรงาม ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ จ.อบุลราชธานี 4.นายยุทธพงษ์ ทองคำ หมายจับก่อความวุ่นวายในวันชุมนุม ขณะนี้ควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี 5.นายสมบัติ มากทอง มีข้อมูลเป็นกลุ่มการ์ด นปช.ที่ใช้ความรุนแรง ขณะนี้ควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ อ.ชะอำ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 6.นายสายชล แพบัว เผาเซ็นทรัลเวิร์ด และ 7.นายโชคอำนวย ซึ่งจะมีข้อหาเพิ่มเติม” พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า เรามีการควบคุมตัวผู้ต้องหาทำความผิดตามพรก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายอาญา ซึ่งถูกควบคุมอยู่ในพื้นที่ กทม. ของ บช.น.ทั้งสิ้น จำนวน 221 ราย โดยควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯแจ้งวัฒนะ และตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 40 รายถูกควบคุมตัวที่เรือนจำ ปทุมธานี สมุทรปราการ และอยุธยา และตำรวจภูธรภาค 3 จำนวน 34 ราย อยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 105 นายอยู่ที่เรือนจำขอนแก่น มุกดาหาร และอุดรธานี , ตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 20 ราย อยู่ที่เรือนจำเชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตำรวจภูธรภาค 7 อยู่ที่เรือนจำ นครปฐม รวมทั้งสิ้น 422 ราย สำหรับตำรวจในพื้นที่อื่น ไม่มีการควบคุมตัว คือตำรวจภูธรภาค 2 (ตะวันออก) และ ตำรวจภูธรภาค 6 (ภาคเหนือตอนล่าง) รวมถึง ตำรวจภูธร ภาค 8 และ 9 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ในส่วนของบุคคลสูญหาย ที่ได้เข้าไปแจ้งความกับทุกสถานีตำรวจ 1,400 กว่าสถานี ซึ่งขณะนี้มีมาแจ้งความเจ้าหน้าที่จำนวน 20 คนโดยมีหลักฐานและญาติยืนยัน กระจายทั้ง ตำรวจภูธร ภาค 1-2-3 ซึ่งในส่วนนี้มีรายชื่อที่ถูกดำเนินคดีเพียง 1 รายเท่านั้น ใน 422 คน และ มีหมายจับ 1 คน คือญาตินายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่มาแจ้งว่า นายอริสมันต์ สูญหาย ทั้งนี้ในจำนวน 20 ราย มีอยู่ 2-3 ราย ซึ่งมีการตรวจสอบแล้วหนีออกจากบ้านและกลับมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้มีการเปรียบเทียบกับข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงาหรือพรรคฝ่ายค้าน ที่ระบุว่ามีผู้สูญหายทั้งหมด 74 ราย ซึ่งตัวเลขจะแตกต่างกันระหว่างยอดของ ศอฉ.และมูลนิธิกระจกเงา
“ที่ประชุมจึงสรุปว่า ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำหนังสือไปที่มูลนิธิกระจกเงาขอรายชื่อทั้งหมดเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าสูญหายจริงหรือไม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพิสูจน์ทราบ และตามหา หากไม่ได้สูญหายจริงก็ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการแจ้งความเท็จ รวมถึงประชาชนที่ไปแจ้งความกับมูลนิธิกระจกเงา และที่อื่นๆ ว่ามีคนสูญหาย ก็ให้มาแจ้งกับสถานีตำรวจที่ใกล้บ้านที่สุด โดยวันพรุ่งนี้ (9 มิ.ย.)กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะนำรายชื่อผู้สูญหายทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งขณะนี้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวบรวมรายชื่อเพื่อให้เจ้าหน้าที่นำขึ้นสู่เว็บไซด์ต่อไป” โฆษก บช.น. กล่าว



