ข่าว

อภิสิทธิ์เผยเรื่องถอดยศทักษิณค้างที่สตช.

อภิสิทธิ์เผยเรื่องถอดยศทักษิณค้างที่สตช.

08 มิ.ย. 2553

ชี้ปรับครม.ไม่เป็นเบี้ยล่างเบี้ยบน ยันกฎเหล็กใช้กับทุกพรรคร่วมรบ.ได้ เผย "สมบัติ"ตั้งคกก. 19 คนดูเรื่องแก้รธน.แล้ว "ธาริต"อนุมัติให้พนง.สอบสวนคดียุบพรรคปชป.ลาออกยกชุด

(8มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสั้นๆถึงความคืบหน้าของการถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ยังอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) จะไปตรวจสอบ

ชี้ปรับครม.ไม่เป็นเบี้ยล่างเบี้ยบน

 นายอภิสิทธิ์ แถลงภายหลังการประชุมครม.ถึงการปรับครม.มาแล้ว 5 ครั้งจะสามารถที่จะบริหารงานภายใต้วิกฤตอย่างไร ว่า งานของรัฐบาลจากนี้ไปเป็นงานที่ต้องเร่งทำในเรื่องการฟื้นฟู โดยเฉพาะสภาพของสังคมและจิตใจ ซึ่งมีแนวทางหรือแผนปรองดองเป็นตัวนำ ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาอื่นๆทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การเร่งนโยบาย เพราะรัฐบาลเหลือเวลาอีกปีกว่าๆดังนั้นงานนโยบายหลักๆที่ปูทางไปสู่ระบบ สวัสดิการมันเป็นงานที่รัฐมนตรีทุกคนต้องเร่ง รัฐมนตรีคนใหม่ที่เข้ามาตนได้พูดชัดเจนว่าไม่มีเวลาที่จะมาตั้งต้นอะไรกัน มากต้องเดินตามนโยบายหลักๆและแผนปรองดองโดยเร็วที่สุด

 เมื่อถามว่าการปรับครม.ถูกตั้งคำถามว่ารัฐบาลเลือกพรรคเพื่อแผ่นดินออกไปทั้งที่ทำตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับเอาพรรคภูมิใจไทยไว้ทั้งที่ถูกกล่าวหาทุจริต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าพูดตามรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. และเราไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อมูลต่างๆที่มีการนำเสนอในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อถามว่าตามรัฐธรรมนูญมีการกล่าวหาเรื่องทุจริตปรากฏว่ามีการยื่นถอดถอนเพียงเรื่องเดียวคือรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)รวบรวมมาแล้วถ้าจะมีการ ตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมก็เห็นว่ายังมีประเด็นที่อาจยังไม่ชัดเจนเราจะทำ ถ้าทำแล้วพบว่ามีความไม่ถูกต้องก็ต้องมีความรับผิดชอบ ส่วนงานต้องเดินต่อตนไม่ไปพาดพิงถึงพรรคเพื่อแผ่นดินเพราะส่วนหนึ่งยังอยู่กับรัฐบาลและเป็นปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆในทางการเมืองไทย สิ่งที่พิสูจน์ต่อไปคือความสำเร็จของงานที่เราจะทำ

 เมื่อถามต่อว่าเท่าที่นายกฯฟังข้อมูลการอภิปรายนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม การแก้ข้อกล่าวหามีความกระจ่างหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายโสภณชี้แจงเรื่องรถไฟฟ้าสีม่วงลงรายละเอียดมาก ชี้ให้เห็นข้อผูกพันเงินกู้ของไจก้าและทางเลือกรัฐบาลในขณะนั้น การตอบในสภาฯประเด็นอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่เรื่องใหญ่รถไฟฟ้าคิดว่านายโสภณตอบค่อนข้างละเอียด ส่วนนายชวรัตน์เป็นประเด็นย่อยๆเยอะตนฟังท่านตอบบางประเด็นบางประเด็นก็ไม่มีโอกาสตอบ ถึงเป็นเรื่องที่ต้องให้รวบรวมเป็นการชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง

 เมื่อถามว่ามั่นใจว่าขณะนี้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพอย่างแท้จริงจากเสียงส.ส.กลุ่มเล็กๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนที่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้นมีข้อสังเกตมากว่าเสียงปริ่มน้ำ ไม่เป็นเอกภาพ สุดท้ายปีที่แล้วงานนิติบัญญัติได้พิสูจน์ออกมาแล้วสามารถผลักดันผ่านได้ เป็นอย่างไร นโยบายใหญ่เช่นประกันรายได้เกษตรกรแม้แต่ฝ่ายวิชาการคิดว่าอาจทำได้เพียงนำร่องในบางพื้นที่ก็ผลักดันเป็นรูปธรรมได้ อยู่ที่การทำงานมากกว่าว่าทำได้หรือไม่ได้

 “การทำงานวันนี้ยากลำบากเสียงน้อยลงก็ยิ่งยากลำบากขึ้น โดนวิพากษ์วิจารณ์ตลอดผมเห็นโครงการไม่ผ่านก็บอกว่าผมไปเตะตัดขาพรรคร่วมรัฐบาล พอผ่านก็บอกว่าฮั้วะกันทุจริต ผมอยากเรียนว่าทั้งหมดต้องดูตามข้อเท็จจริงและพยายามรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม บางครั้งเห็นต่างกันจริงๆกับพรรคร่วมเราก็เอาเหตุผลตัดสินใจกัน ใครจะตีความทางการเมืองอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ ”นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่ากฎเหล็ก 9 ข้อยังใช้ได้ทุกพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกพพรรค รัฐมนตรีเก่าหรือใหม่ก็อยู่ภายใต้กติกาการทำงานเดียวกัน เมื่อถามต่อว่าพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่าพรคภูมิใจไทยอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "อยู่ครับๆและจะมีการตรวจสอบในประเด็นที่ยังสงสัยค้างคาใจกัน ไม่เช่นนั้นวันนี้คงไม่เอาเรื่องถนนเขาใหญ่มาพิจารณากันในครม.นานที่สุด"

 เมื่อถามว่าการปรับโครงสร้างพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองมากขึ้นพรรคประชาธิปัตย์ตกไปเป็นเบี้ยล่างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่ได้หรอก มีปัญหาก็ไปเลือกตั้งด้วยกันอยู่แล้วไม่มีใครเป็นเบี้ยล่างเบี้ยบน หรอก" เมื่อถามว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้การทำงานร่วมกันยังเดินไปได้หรือจุดไหนที่เดินไปไม่ได้จะมีปัจจัยอะไรที่จะมาตัดสิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การทำงานคงจะมีอุปสรรคความเห็นแตกต่างเป็นครั้งคราว ถ้าตกลงด้วยเหตุผลก็ทำงานด้วยกันได้ แต่เมื่อถึงจุดทำด้วยกันไม่ได้มันต้องยอมรับสภาพ การเมืองก็มีเท่านี้

 เมื่อถามว่าอะไรจะเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่ากันระหว่างการทำงานในสภาฯกับการเคลื่อนไหวนอกสภาฯที่ยังไม่รู้คนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่ออีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับตนเรื่องนอกสภาฯสำคัญกว่าเหตุผลง่าย เพราะในสภาฯไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันจะมีทางออกตามกระบวนการแต่นอกสภาฯเราไม่ทราบว่ารูปแบบปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างไร ถ้ารัฐบาลมีปัญหากับนอกสภาฯไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องนอกสภาสำคัญกว่า

 เมื่อถามว่าครม.ได้มีการประเมินถึงกรณีที่กลุ่มนปช.จะเคลื่อนไหวใหม่ใน 2 เดือนข้างหน้าหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ติดตามประเมินตลอด นายสุเทพยังพูดถึงความจำเป็นที่ต้องคงพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไว้อีกระยะหนึ่ง แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ แต่รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางไม่ให้มีเหตุการณ์อย่างนี้อีกจะทำเต็มความสามารถ เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรมีคนพูดว่าการปรับครม.ครั้งนี้ถูกใจนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่ทราบครับ ไม่ได้ถามเลยครับ"

เผย"สมบัติ"ตั้งคกก. 19 คนดูเรื่องแก้รธน.

 นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของแผนปรองดองที่นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเสร็จแล้วบ้างส่วนนั้น ว่า ส่วนที่นายสาทิตย์พูดถึงคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมต่างๆ ซึ่งที่ได้บอกไปคือได้บุคคลากรที่จะมาขับเคลื่อนที่เป็นผู้ทรงคุณ โดยทางนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำเรื่องนี้อยู่ และจะมีข้อเสนอเบื้องต้นเกี่ยวข้องกับกลไกการขับเคลื่อนในวันศุกร์นี้

 เมื่อถามว่า นายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)จะเข้ามาดูในเรื่องการแก้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และพล.ต.ท.วสิษฐ เดชกุญชร ดูในเรื่องตำรวจจะมีแนวทางอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรรมการที่จะมาดูเรื่องรัฐธรรมนูญโดยอาศัยผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ ของรัฐสภาเป็นพื้นฐานจะตั้งได้ในวันนี้ มีทั้งหมด 19 คน ที่นายสมบัติเป็นผู้คัดเลือกมา โดยจะไปศึกษาประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นฝ่ายวิชาการให้ความเห็นว่าควร ดำเนินการเรื่องไหนอย่างไรเมื่อไหร่ เป็นกรอบกว้างๆที่เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งจะรายงานมาเป็นระยะๆ ส่วนพล.ต.ท.วสิษฐ จะรายงานผลสอบสวนจากการโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจและเมื่อรายงานเสร็จก็จะทำงาน ต่อไปในเรื่องปฏิรูปตำรวจซึ่งเป็นงานที่เข้าใจว่าทำอยู่ในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุ รยุทธ์ จุลลานนท์ อดีตนายกฯเพื่อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ

"ธาริต"อนุมัติให้พนง.สอบสวนคดียุบพรรคปชป.ลาออกยกชุด

  ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึง การขอถอนตัวของคณะพนักงานสอบสวนคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ และกรณีการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ว่า ตนได้อนุญาตให้พนักงานสอบสวนชุดดังกล่าวถอนตัวตามที่ร้องขอมา โดยสาเหตุเกิดจากพนักงานสอบสวนอ้างว่าได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้ให้ความเป็นธรรมในการทำคดี ดังนั้นจึงแสดงเจตจำนงที่จะขอถอนตัว และเพื่อความสบายใจของคณะพนักงานสอบสวนจึงได้อนุมัติตามที่ขอ อย่างไรก็ตาม การขอถอนตัวครั้งนี้ไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีเนื่องจากคดีดังกล่าวได้ทำสำนวนสอบสวนพยานหลักฐานเสร็จสิ้น และส่งข้อมูลทั้งหมดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปหมดแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นอธิบดีดีเอสไอ

 “ ส่วนคดีที่สืบเนื่องกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดีเอสไอยังดำเนินการต่อไปคือ การไซฟ่อนเงินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งตนได้แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่โดยมอบหมายให้พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ” นายธาริต กล่าว

 รายงานข่าวระบุว่า สาเหตุที่พนักงานสอบสวนคดียุบพรรคฯของถอนตัว เนื่องจากถูกบีบคั้นจากฝ่ายการเมือง และการทำคดีของพนักงานชุดดังกล่าวมุ่งไปที่การยุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่า การขอถอนตัวของพนักงานสอบสวนชุดนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกับคดีทุบรถฉกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่อ้างว่ามีข้อมูลและสำนวนคดียุบพรรคอยู่ด้วยทั้งๆที่เหตุการณ์เกิดจึงตั้งแต่กลางเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้ว่า มีความพยายามสร้างภาพให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนถูกฝ่ายการเมืองคุกคามทั้ง ๆ ที่สำนวนยุบพรรคได้ถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้ว

 รายงานข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์มีความพยายามจะเข้ามาตรวจสอบว่า มีการปั้นพยานเพื่อขึ้นให้การในคดีเงินบริจาคหรือไม่ หากผลการตรวจสอบพบความผิดปกติในคำให้การของพยาน อาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จนนำไปสู่การถอนตัวของทีมพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ใต้บังคับบัญชาของพ.ต.อ.ทวี รวมถึงกรณีที่แกนนำนปช.และพรรคเพื่อไทยเคยออกมาระบุว่านายธาริตได้แทรกแซงการสอบสวนด้วยการเรียกสำนวนมาตรวจสอบ