
'ทรัมป์' อ้าง! คุมช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว เรียกร้อง 'อิหร่าน' จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม
'ทรัมป์' อ้าง! สหรัฐฯ คุมช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด เรียกร้องให้ 'อิหร่าน' จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม ขณะที่ความขัดแย้งตึงเครียดหนักขึ้น
สำนักข่าว CNBC เผยข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค.2569 ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้กวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซจนหมดสิ้นแล้ว และขณะนี้สามารถควบคุมเส้นทางลำเลียงทางน้ำแห่งนี้ได้แบบ "100%" พร้อมเรียกร้องค่าชดเชย ซึ่งกลายมาเป็นชนวนความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างวอชิงตันและเตหะราน
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าควบคุมช่องแคบแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว "ตอนนี้เส้นทางเปิดแล้ว" เขาระบุ พร้อมเสริมว่า สหรัฐฯ เป็น "เพียงผู้เดียวที่เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในขณะนี้"
เขาเปรียบเทียบการวางกำลังของสหรัฐฯ ว่าเป็นเหมือน "กำแพงเหล็ก" และชี้ว่าการแอบวางทุ่นระเบิดเป็นระยะๆ ของอิหร่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ "พวกเขามักจะแอบปล่อยทุ่นระเบิดบ้างเป็นครั้งคราว แล้วเราก็ค้นพบมัน" ทรัมป์กล่าว โดยสหรัฐฯ ยังคงตรึงการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน 2569
ด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านยืนกรานว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้อง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางเรือ ขณะเดียวกันการหารือกับโอมานเกี่ยวกับข้อตกลงการเดินเรือ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
ในการตอบโต้อิหร่านอย่างดุเดือด ทรัมป์ได้โพสต์ผ่าน Truth Social ในช่วงเช้าวันอังคาร (ตามเวลาสหรัฐฯ) โดยระบุว่า ข้อเรียกร้องของเตหะรานที่ต้องการให้ชดใช้ความเสียหายจากสงคราม ทำให้เกิด "ไอเดียที่น่าสนใจ" ขึ้นมา นั่นคือ อิหร่านต่างหากที่ควรชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหรัฐฯ สำหรับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุระเบิดริมถนนและการโจมตีอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน รวมถึงกลุ่มผู้ประท้วงชาวอิหร่านที่เขาอ้างว่าถูกรัฐบาลเตหะรานสังหารตลอด 50 ปีที่ผ่านมา
ข้อเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามของทรัมป์ กลายมาเป็นประเด็นติดขัดใหม่ หลังจากอิหร่านเพิ่งยื่นเงื่อนไขของตนเองในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เคยขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของน้ำมันทั่วโลกก่อนที่จะเกิดสงคราม
มูฮัมหมัด บาเคอร์ ซอลกาเดอร์ (Mohammad Bagher Zolghadr) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ช่องแคบแห่งนี้จะไม่เปิดทำการจนกว่าวอชิงตันจะยอมยกเลิกการปิดล้อมทางเรือและมาตรการคว่ำบาตร ถอนกำลังทหารอเมริกันออกจากภูมิภาค จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และปลดล็อกอายัดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน นอกจากนี้ สภายังเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดการโจมตีพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคอีกด้วย
ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าเขาพร้อมที่จะปล่อยให้แรงกดดันและความวิกฤตทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่ออิหร่านอย่างหนัก แทนที่จะเปิดฉากโจมตีทางทหารเพิ่มเติม
ในวันอังคาร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เอสมาอิล บาเคอี (Esmaeil Baqaei) ได้ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดในประเด็นเศรษฐกิจ โดยโต้กลับคำกล่าวของสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่อ้างว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ กำลัง "บีบคั้นจนอิหร่านหายใจไม่ออก"
บาเคอีกล่าวว่า วอชิงตันมักเลือกใช้มาตรการคว่ำบาตรทุกครั้งที่การทูตล้มเหลว และยิ่งยกระดับความรุนแรงขึ้นเมื่อไม่ได้ผล ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "นโยบาย" อีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็น "อาการเสพติดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น"
สภาวะคุมเชิงที่ไม่ล้ำหน้าไปไหนนี้ ส่งผลให้วอชิงตันปฏิบัติต่อการวางกำลังทางเรือของตนเหมือนเป็นฐานที่มั่นถาวรในการรับประกันการเข้าถึงพื้นที่ ขณะที่เตหะรานมองว่ากองกำลังทางเรือชุดเดียวกันนี้ คืออุปสรรคสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูการเดินเรือสู่ภาวะปกติ โดยอิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของตนอยู่
ลอยด์ ชาน (Lloyd Chan) นักวิเคราะห์เงินตราอาวุโสจากธนาคาร MUFG ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานยังคงเป็นข้อกังวลหลักของตลาด เนื่องจากปริมาณการเดินเรือเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบแห่งนี้ยังคงเงียบเหงา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ยังคงพุ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งอย่างมาก
ชานกล่าวเสริมว่า แม้จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้นเป็นระยะๆ แต่การเกิดสงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาค ก็ยังไม่ใช่สถานการณ์หลักที่มีโอกาสเกิดมากที่สุดในขณะนี้
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวันจันทร์จากวาทกรรมที่แข็งกร้าวขึ้นของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นการย้อนทิศทางหลังจากที่เคยย่อตัวลงสั้นๆ ในสัปดาห์ก่อน โดยราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) สัญญาณส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์พุ่งขึ้นราว 5% ปิดที่ประมาณ 82.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันไปอยู่ที่ประมาณ 87.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันยังคงขยับขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายฝั่งเอเชียในวันอังคาร



