
องอาจยันไม่แทรกแซงสื่อแต่ฟันพวกท้ากม.
องอาจ ยันไม่แทรกแซง สื่อ พร้อมเร่งดำเนินการสื่อที่ทำ ผิดกฎหมาย เล็ง ตั้งคณะทำงาน ทำความเข้าใจ ปชช. ที่เห็นต่าง อ้างเพื่อ ปท.สงบ เหมือนเดิม ยัน ยึดประโยชน์ของส่วนรวมมากที่สุด
(8มิ.ย.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อกล่าวถึงการทำงานร่วมกับสื่อว่า คิดว่าในสถานการณ์ที่บ้านเมืองเพิ่งผ่านวิกฤตทางการเมืองมา อันเนื่องมาจากประชาชนที่มีความเห็นต่างกัน ก็น่าเป็นภาระค่อนข้างหนัก ในการที่จะใช้กระบวนการในการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อทำให้ประชาชนที่มีความเห็นต่างกันอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ใช้ความรุนแรงก็จะต้องใช้กระบวนการสื่อสารในการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตนเชื่อว่าขณะนี้ทุกคนอยากอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุขเหมือนในอดีต
ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน ที่มีความเห็นต่างกันหรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า กำลังคิดอยู่ว่าอาจจะมีคณะกรรมการ หรือคณะทำงานที่ไม่เทอะทะมากนัก สามารถทำงานและเกิดประโยชน์ได้จริง ๆ ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้หลังจากประชุมครม.แล้วตนจะหารือกับนายกฯอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามถึงการแก้ปัญหาของสื่ออินเตอร์เน็ตต่าง ๆ ที่มีส่วนทำให้สังคมแตกแยกในช่วงที่ผ่านมา จะแก้ปัญหาอย่างไรโดยที่ไม่ทำให้ถูกมองว่าเข้าไปแทรกแซง นายองอาจ กล่าวว่า ความจริงสื่อส่วนมากดำเนินไปตามวิชาชีพอย่างถูกต้องเหมาะสมอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ทำอะไรโดยไม่ถูกทำนองครองธรรมของวิชาชีพซึ่งตรงนี้ก็จะมีกฎหมายเข้าไปกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นก็จะมีการละเมิดกฎหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจจะยากที่จะแก้ไข และต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งก็มีการละเมิดกันมานานจนปะทุและเกิดความรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ไปเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายก็คงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะกำกับดูแลสื่อจะมีการปฏิรูปหรือไม่ เพราะถือเป็นปกติที่เมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีที่กำกับดูแลก็จะมีการปฏิรูปทุกครั้ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าช่อง 11 ก็มีสิ่งดี ๆ อะไรอยู่เยอะ อะไรที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมอยู่แล้วก็จะรักษาไว้ แต่การปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งก็จะเป็นไปตามสภาวการณ์ในขณะนั้น
เมื่อสภาวการณ์เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงก็อาจจะเกิดขึ้นได้แต่สิ่งที่สุด คือเป้าหมายของการทำงาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไรก็ตามเป้าหมายการทำงานก็ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวม
ส่วนเรื่องวิทยุชุมชนนั้น นายองอาจ กล่าวว่า วิทยุชุมชนส่วนมากถือว่าใช้ได้และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริง ๆ มีไม่มาก แค่บางสถานีที่เป็นปัญหาอยู่ และที่ผ่านมานายสาทิตย์ ก็แก้ปัญหาไปบ้างแล้ว ตนก็คงจะเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ส่วนที่ดีอยู่แล้วก็ต้องส่งเสริมสนับสนุนกันให้วิทยุชุมชนเป็นที่พึ่งที่หวังของชุมชนอย่างแท้จริง
เมื่อถามถึงกรณีทีวีดาวเทียมที่อัพลิงค์มาจากต่างประเทศทำให้ไม่สามารถระงับการเผยแพร่ได้จะแก้ปัญหาอย่างไร รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ยอมรับว่าในทางเทคนิคมีการพัฒนาไปค่อนข้างมาก ก็ต้องไปดูในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายว่าจะสามารถครอบคลุมในส่วนนี้ได้หรือไม่ หรือคณะกรรมการกส.ทช.ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็จะต้องมีการประสานกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้นายสาทิตย์ บอกว่าจะมีการร่างระเบียบขึ้นมาใหม่ จะมีการสานต่อหรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เมื่อวานตนก็คุยกับนายสาทิตย์ เรื่องนี้ ก็จะไปดูว่าหลังจากนี้จะออกเป็นระเบียบหรือกฎหมายให้สามารถบังคับได้อย่างแท้จริง แต่ที่สำคัญก็คือเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายก็ต้องสามารถดำเนินการได้จริงด้วย
“อยากฝากประชาชนว่า ผมจะพยายามใช้กระบวนการของการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข่าวสารและใช้ความคิดพิจารณาเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข แม้ว่าเราจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็เชื่อว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมประชาธิปไตย”รมต.ประจำสำนักฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การมารับตำแหน่งนี้ถือว่ากดดันหรือไม่ เพราะหลายส่วนฝากความหวังไว้มาก นายองอาจ กล่าวว่า “ก็เห็นสื่อเริ่มวิพากษ์วิจารณ์แล้วนี่ ว่าองอาจ งานเข้าแล้ว” ก็ถือว่าเป็นธรรมดา ไม่มีปัญหาอะไร ที่ผ่านมาตนก็ทำงานหนักมาตลอดชีวิตอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเหมือนเดิมหรือไม่กับสื่อที่มีความเห็นต่าง หรือเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลก็จะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ความจริงสื่อมีสิทธิเสรีภาพอยู่แล้ว ยกเว้นสื่อที่ทำผิดกฎหมายเท่านั้นที่เราจะไปดำเนินการให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตนเองคงไม่ไปจำกัดเรื่องของสิทธิเสรีภาพ เพียงแต่กฎหมายถือว่าจำเป็น
สังคมเราจะได้อยู่ร่วมกันได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภายใต้พรก.ฉุกเฉิน จะทำอะไรได้บ้าง ได้วางกรอบที่จะทำกับสื่อเหล่านั้นอย่างนั้นอย่างไรบ้าง นายองอาจ กล่าวว่า ไม่ว่าจะมีพรก.ฉุกเฉิน หรือไม่ตนก็จะพยายามทำงานในหลักการเดียวกันโดยยึดประโยชน์ของส่วนรวมมากที่สุด



