ข่าว

สังคมดีมีฐานจากครอบครัว

สังคมดีมีฐานจากครอบครัว

09 มิ.ย. 2553

"ครอบครัว" เปรียบเสมือนรากแก้วของ "สังคม" ดังนั้น ในโอกาสมหามงคล ครบ 60 ปีแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและราชาภิเษกสมรส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงปฏิบัติพระองค์ด้านครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีเลิศแก่ปวงช

 สำหรับปีนี้ ทางชมรมฯ ได้คัดเลือกผู้ที่ครองชีวิตคู่ร่วมกันมายาวนาน 50 ปีขึ้นไป สร้างครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง บุตร-ธิดา ประสบความสำเร็จใจชีวิตและหน้าที่การงาน ตลอดจนบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเสมอมา จำนวนทั้งสิ้น 33 คู่ เข้ารับเกียรติบัตรพร้อมร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัวตัวอย่าง ที่ห้องประชุมหลุยส์มารี แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 6 โรงเรียนอัสสัมชัญ ถนนเจริญกรุง

 จรรย์สมร วัธนเวคิน ประธานชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ทางชมรมฯ จัดโครงการนี้ขึ้น ด้วยตระหนักว่าครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของสังคม โดยเริ่มต้นจากครอบครัวที่มีความสุข สมาชิกในครอบครัวจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า และแข็งแกร่งมีภูมิคุ้มกันที่ดีในการดำเนินชีวิต  

 ลองมาฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับรางวัลอย่างคู่ของ อารีย์ และ กรองทอง ภู่สมบุญ เผยถึงหลักการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันว่า ตลอดระยะเวลา 53 ปีที่อยู่ด้วยกัน จะต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน หากอีกฝ่ายหนึ่งทำผิดจะต้องไม่ซ้ำเติมเพราะทุกคนย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้ทั้งนั้น โดยต้องยึดการประนีประนอมทั้งทางกาย วาจา และใจเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ใครชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน ถึงแม้บางอย่างจะไม่รู้แต่ก็ต้องทำเป็นรู้บ้าง ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ทุกครั้งที่มีเรื่องอะไรไม่พอใจกัน ก็จะคุยกันทันที ไม่เก็บไว้ในใจ แต่บางครั้งถึงขั้นโกรธกันก็มี ในอารมณ์อย่างนั้นก็ต้องนิ่งเงียบแล้วเดินออกไปก่อน รอให้อารมณ์เย็นลงแล้วค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้ง

 ด้าน ผศ.นพ.ไสว และ พิมล ลิมปิษเฐียร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา 55 ปี คู่ของเราประกอบอาชีพในสาขาใกล้เคียงกันคือ สามีเป็นนายแพทย์ ส่วนภรรยาเป็นนางพยาบาล เวลาไปไหนมาไหนจึงไปด้วยกันตลอด ไม่เคยต้องแยกจากกัน ไม่ว่าสามีจะย้ายไปประจำที่ไหน ก็จะยกตามกันไปทั้งครอบครัว ยกเว้นบางครั้งที่สามีต้องเดินทางไปต่างประเทศเท่านั้น ที่มีอันต้องแยกจากกันบ้าง

 "ก่อนแต่งงานตกลงกันไว้แล้วว่า "ขอให้เป็นหนึ่งน้องนางเดียว" คือขอว่าอย่ามีผู้หญิงอื่น ส่วนสามีก็ขอเราว่า "อย่าโกรธพร้อมกัน" คือหากอีกฝ่ายโกรธอีกฝ่ายต้องนิ่ง อย่างตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ก็มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ได้เถียงกันตลอด เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีความรู้เลยไม่มีใครยอมใคร แต่ละคนต้องพยายามยกเหตุผลต่างๆ มาสนับสนุนคำพูดของตนว่าถูกต้อง แต่เราก็ฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ใครแพ้ก็ต้องหยุดเถียงไปเอง เป็นแบบนี้มาตลอด" คู่สามี-ภรรยา ผลัดกันเล่าอย่างอารมณ์ดี 
 ขณะที่ เกษม และ สมศรี โยธาสมุทร คู่แท้วัยดึก เผยว่า ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ตั้งแต่อายุราว 23-24 ปี จนตอนนี้ผ่านมานานถึง 62 ปีแล้ว การจะใช้ชีวิตร่วมกันนั้น ทั้งสองฝ่ายจะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่จู้จี้ขี้บ่น หากเกิดเรื่องกระทบกระทั่งกันขึ้น ควรปรับความเข้าใจกันทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เรื่องราวลุกลามบานปลาย และอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การให้อภัยกับความผิดพลาดในทุกเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้น

  ทั้งนี้ผู้ได้รับรางวัล “คู่ชีวิตตัวอย่าง” จะเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติยศ จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในโอกาสต่อไป