
"น้องเทียน" เปิดใจ ติดคุกญี่ปุ่น 20 วัน ผบช.ปส. เปิดไทม์ไลน์ จ้างขนยาไอซ์
พ่อแม่หลั่งน้ำตา "น้องเทียน" เปิดใจหลังติดคุกญี่ปุ่น 20 วัน เล่าพฤติกรรม Ing Ing จ้างหิ้ว ใช้ภาษาพูดคุยไม่ปกติ ผบช.ปส. แจงไทม์ไลน์ขบวนการจ้างขนยาไอซ์
16.05 น. ตำรวจปราบปรามยาเสพติด นำตัว น.ส.จุฑาทิพย์ ทองน้อย หรือน้องเทียน หญิงไทยที่รับหิ้วแล้วไปถูกจับที่ประเภทญี่ปุ่น หลังพบยาไอซ์ซุกซ่อนในซองกาแฟที่รับหิ้ว มาถึงกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยน้องเทียน มีสัมภาระเป็นกระเป๋าเป้สะพานหลัง 1 ใบติดตัวมาด้วย และเมื่อมาถึง ก็พาเข้าไปซักถามภายในห้องประชุมดามาพงศ์ทันที
ซึ่งมีนายธนาศักดิ์ ทองน้อย และ น.ส.กันยาวีร์ เฟื่องเพียร พ่อและแม่ของน้องเทียน รวมถึงนายศราวุธ แฟนของน้องเทียน รออยู่ภายในห้องด้วย ส่วนญาติของน้องเทียน ที่ไม่เกี่ยวของรออยู่หน้าห้อง
ทันทีที่นายธนาศักดิ์ พ่อของน้องเทียน ได้เจอน้อง ก็เอามือลูบหัว และจับมือน้อง พร้อมกันโอบไหล่ลูกสาวด้วยความห่วงใย ก่อนที่พ่อและแม่เอามือปาดน้ำตาหลังเจอหน้าลูกด้วยความคิดถึงลูก
ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วยพล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส. และพล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส. ร่วมกันซักถามข้อมูล โดยตำรวจได้ซักถามเบื้องต้นถึงคำให้การที่น้องเทียนได้ให้กับตำรวจญี่ปุ่น และให้ความร่วมมือกับตำรวจญี่ปุ่น จนนำไปสู่การเข้าจับกุมขบวนการรับยาไอซ์ที่ปลายทางประเทศญี่ปุ่นได้ ซึ่งเป็นชาวเวียดนาม และถือเป็นผลดีกับน้อง
หลังจากสอบปากคำน้องเทียน พล.ต.ท.อาชยน ได้แถลงผลการจับกุมขบวนการจ้างหิ้วยาไอซ์ไปประเทศญี่ปุ่น ว่า วันที่ 12 ก.ค. เวลาประมาณ 7 โมง ทางการญี่ปุ่นได้ควบคุมตัวน้องเทียน หญิงไทย ที่ฟุกุโอกะ และพัสดุที่มียาไอซ์ในซองกาแฟ จนเป็นข่าวเกิดขึ้น และมีข่าวมาถึงไทยช่วง 26-27 กรกฎาคม จากนั้นทาง บช.ปส.จึงได้ร่วมกับ ป.ป.ส.จึงได้ร่วมกันดำเนินการสืบสวน ได้ขอข้อมูลเบื้องต้นมาจากญี่ปุ่นเพื่อเร่งรัดหาตัวคนร้ายในไทย จึงมีการเปิดคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่มีผู้กระทำผิดระหว่าง 2 ประเทศ ไม่ต่ำกว่า 3 คน และการสืบสวนขยายผลจนทราบว่ามีการดำเนินการ เป็นขบวนการของแก๊งต่างชาติ
โดยจากการสืบสวนสอบสวนพบว่า เริ่มต้นจากน้องเทียน ที่มีกำหนดเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งมีแอคเคาท์ชื่อ ING ING ที่มาติดต่อผ่านน้องเทียนในการจ้างหิ้วของไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการจ้างน้องเทียนหิ้ว โดยครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
และจากการสืบสวนพบว่า INGING ทราบชื่อคือ นายแบง สัญชาติเวียดนาม โดยนายแบง เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ผ่านทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 จ.มุกดาหาร ในวันที่ 8 ก.ค. และในวันที่ 10 ก.ค. นายแบงได้ไปซื้อของกินอื่นๆที่ห้างแห่งหนึ่งในย่านบางกะปิ และนำของที่ซื้อมา มาแพ็ครวมกับซองกาแฟ ก่อนจะจ้างคนส่งพัสดุจากแอปพลิเคชัน เพื่อให้ไปส่งที่บ้านน้องเทียน ในวันที่ 10 ก.ค. เวลา 21.20 น. หลังจากนั้นนายแบง ได้เดินทางออกจากประเทศไทย ทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 จ.นครพนม เมื่อวันที่ 12 ก.ค.
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบ พฤติการณ์คือ นายแบง ได้มีการประสานงานไปยังนายถัง ชาวเวียดนาม ที่เป็นคนดูแลเรื่องเงินในขบวนการนี้ และเป็นคนสั่งการให้โอนเงินค่าของ และค่าพัสดุทั้งหมด ซึ่งตัวนายถังอยู่ในประเทศเวียดนาม และนายถังก็ได้ประสานกับ น.ส.โฮ ซึ่งพบว่า น.ส.โฮ อยู่ในประเทศไทย โดยนางสาวโฮ ทำหน้าที่ ในการเปิดบัญชีธนาคารของไทย และทำหน้าที่โอนเงินโดยใช้บัญชีที่ตัวเองเปิด โอนเงินไปจ่ายค่าจ้างหิ้วให้กับน้องเทียน ในชื่อบัญชี HO THI MAI
ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีของ น.ส.โฮ พบว่า ระยะเวลา 1 ปี มีเงินหมุนเวียน 12 ล้านบาท ลักษณะเป็นเงินที่เข้าและออกทันที โดยตำรวจได้มีการทำการจับกุม น.ส.โฮ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. ขณะนี้ตัวอยู่ในเรือนจำ ซึ่งตำรวจจะเข้าไปสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง แต่จากการสอบปากคำเบื้องต้น น.ส.โฮ ยังให้การภาคเสธ ยอมรับเพียงว่าเป็นแค่คนบริหารเงิน โดยผ่านบัญชีของตัวเอง แต่อ้างว่าทำตามคำสั่งของนายแบง แต่น.ส.โฮ ไม่ได้รับค่าจ้างเนื่องจากเป็นหนึ่งในขบวนการอยู่แล้ว
ทั้งนี้แนวทางการสืบสวนยังพบว่า น.ส.โฮ กับนายเหงียน มีความสัมพันธ์เป็นสามีภรรยากัน และนายเหงียน เป็นน้องของนายถัง ที่อยู่ประเทศเวียดนาม ซึ่งขณะนี้ตัวของนายเหงียนยังอยู่ในประเทศไทย โดยตำรวจ บช.ปส. ได้มีการเชิญตัวมาสอบปากคำไว้ในฐานะพยาน เพราะขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง โดยจะต้องมีการขยายผลเพิ่มเติม และเชื่อว่า น.ส.โฮ กับ นายแบง แบ่งหน้าที่กันทำเป็นอย่างดี เพราะไม่พบความเชื่อมโยงกันโดยตรง ซึ่งขบวนการนี้ตัวการใหญ่ คือนายแบง ที่หนีออกนอกประเทศไปแล้ว
ส่วนไรเดอร์ที่ขับรถเก๋งสีขาว มาส่งพัสดุที่บ้านของน้องเทียนเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ตำรวจได้สอบปากคำไว้ในฐานะพยานแล้ว เนื่องจากไรเดอร์เป็นคนทำงานนี้อยู่แล้ว และรับงานตามระบบปกติ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่เข้ามารับงานของขบวนการนี้ ไม่ได้เป็นคนเดียวกับที่ส่งพัสดุให้กับน้องเทียนกับครั้งแรกเมื่อเดือนพ.ค. ซึ่งไรเดอร์ ถือว่าให้การเป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่
เมื่อถามถึงการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากต้นทางของขบวนการนี้ว่านำเข้ามาอย่างไรทางช่องทางไหนนั้น พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ระบุว่า การนำยาเสพติดเข้ามาใยประเทศไทย มี 2 รูปแบบ คือ บรรจุแพ็กมาจากต่างประเทศแล้วนำเข้ามา หรือ นำยาเสพติดเข้ามาบรรจุในประเทศไทย ในประเด็นนี้ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลและเร่งทำการสืบสวนต้นทางของขบวนการ สำหรับคนรับพัสดุปลายทาง คาดว่าเป็นคนเดียวกันกับการส่งพัสดุครั้งแรก และคาดว่าจะสามารถจับกุมได้ในอนาคต
ทั้งนี้ พล.ต.ท.อาชยน ยังบอกด้วยว่า ทาง บช.ปส. และ ป.ป.ส. จะต้องมีการเข้มงวดในเรื่องของการตรวจสอบเรื่องนี้ให้มากขึ้น และขอเตือนประชาชนว่า
- การส่งของประเภทนี้จะใช้ชื่ออวตารทั้งหมด และไม่ใช้ชื่อจริง
- จะใช้เวลาระยะกระชั้นชิด เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายมีเวลาตรวจสอบสินค้า
- ต้องดูลักษณะสินค้าที่ส่งว่าน่าส่งหรือไม่ และหาซื้อได้ง่ายในประเทศปลายทางหรือไม่
- และไม่แนะนำให้รับหิ้วเพราะจะมีกฎหมายหลายตัวเข้ามาพัวพันเช่นกฎหมายทางศุลกากรหรือกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบในเรื่องนี้
ด้านน้องเทียน ยังได้เปิดใจสั้นๆ กับนักข่าว บอกว่า ตัวเองได้รับการติดต่อจ้างงานผ่านทางไลน์ ให้รับหิ้วของไปส่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ยืนยันว่า ตัวเองได้ตรวจสอบสินค้าแล้วเห็นว่า เป็นประเภทของกิน และขนมปกติ ซึ่งเนียนมากจนไม่ได้เอะใจอะไร แต่ยอมรับว่า ตนเองเอะใจ ในการใช้คำพูดที่สื่อสารในแชท เพราะเป็นการใช้ภาษาที่แปลกๆลักษณะเหมือนเป็นการแปลภาษา ไม่ใช่คนไทย เช่น เวลาโอนเงินส่งข้อความมาบอกว่า "ฉันจะโอนเงินให้คุณเดี๋ยวนี้" เป็นต้น
ทั้งนี้ น.ส.เทียน ได้เตือนคนที่รับหิ้วของว่า หากเป็นไปได้ควรจะซื้อของแล้วนำมาแพ็กส่งเอง ไม่ควรรับของที่มีการแพ็กมาให้แล้ว อย่างตัวเองติดคุกอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 20 วัน โดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะถูกจับอีกนานแค่ไหน ซึ่งมองย้อนกลับไปแล้วไม่คุ้มกับเงินที่ได้รับมาเลย เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะรับหิ้วของส่งอีกหรือไม่ น.ส.เทียน บอกว่า คงไม่ทำอีกแล้ว หลังจากให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น พ่อแม่น้องเทียนได้ยกมือไหว้ขอบคุณการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือลูกสาวในครั้งนี้



