
เลือกตั้งต้นปีหน้า?
หนังสือพิมพ์เช้าวันจันทร์หลายฉบับอ้างถึงบทสัมภาษณ์ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างการเยือนประเทศเวียดนามว่า การเลือกตั้งในไทยอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงต้นปีหน้า หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือต่อกระบวนการดังกล่าว
วันถัดมาหลายฝ่ายก็ทำราวกับเชื่อว่า สิ่งที่ อภิสิทธิ์ คาดการณ์ล่วงหน้านั้น มันจะเกิดขึ้นจริง
กกต.บอกว่าพร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง เตรียมนัดประชุมกันเสียด้วยซ้ำไป
นักการเมืองก็คิดว่า อนาคตอันใกล้นี้จะมีเลือกตั้งแล้ว การเตรียมพร้อมทั้งฐานเสียง และการสะสมกระสุนที่เริ่มกันในก่อนหน้านี้ ก็เริ่มทำกันจริงจังมากขึ้น
ข้าราชการที่มองเห็นก่อนหน้านี้แล้วว่า รัฐบาลนี้มาแค่ประเดี๋ยวประด๋าว นับถอยหลังกันนานแล้ว ก็คงได้เห็นธง และก็เลือกว่าจะทำตาม หรือเข้าเกียร์ว่าง
ทั้งที่ในวันนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังคงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจ บ้านเมืองสงบสุข
ทุกคนต่างรู้กันดีว่า "สันติ" ที่เกิดขึ้นในยามนี้เป็นเพียงระยะสั้น ที่กำหนดแน่ชัด
อย่างน้อยๆ ก็รู้ว่ารัฐบาลนี้เหลือเวลาอีกปีเศษ ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง
และน่าเชื่อว่า คนเหล่านี้คิดไม่ต่างจากความเห็นของคนทั่วไป ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง ที่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ายิ่งเกิดขึ้นเร็วเท่าใด ความเลวร้ายก็จะเกิดขึ้นเร็วเท่านั้น
ไม่มีใครรู้ว่า ความเคียดแค้นของเสื้อแดงได้มอดลงพร้อมกับเปลวเพลิงที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์หรือไม่
ไม่มีใครรู้ว่า อาวุธสงคราม ทั้งปืน ทั้งระเบิดนั้น ได้กระจายไปอยู่ที่ใดบ้าง (เพิ่งรู้ว่าส่วนหนึ่งลงไปถึง จ.นครศรีธรรมราช หลังจากตำรวจจับกุมวัยรุ่นหนุ่มสาวพร้อมปืนคาร์บินและระเบิดเอ็ม 67 ที่ญาติได้จากที่ชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ ขณะใช้ปล้นทรัพย์)
จากที่ก่อนหน้านี้พื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสานกลายเป็นพื้นที่สีแดง สำหรับนักการเมืองพรรคอื่น
ไม่ใช่เพียงแค่โห่ร้องขับไล่ หากแต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากฝืนเดินหน้าต่อไป
การเมืองไปไกลว่าความแตกแยกทางความคิด
การเมืองไปถึงจุดที่เรียกว่า "เมื่อศัตรูปรากฏตรงหน้า ก็พร้อมที่จะกำจัดให้สิ้น"
ไม่มีนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม มีแต่ศัตรูคู่สงคราม
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะคิดเห็นอย่างเดียวกันหรือไม่ แต่อีกฝ่ายก็ปลุกเร้าให้เกิดการทำลายล้าง อย่างไม่กลัวเกรงกฎหมายบ้านเมือง
"หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือต่อกระบวนการดังกล่าว" นี่คือเงื่อนไขของ อภิสิทธิ์ ที่ใครก็เชื่อว่า เงื่อนไขนี้ในภาวการณ์เช่นนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ยังคงเป็นเงื่อนไขที่ใครก็มาแก้ไขไม่ได้
ต่อให้รัฐบาลประกาศบังคับใช้กฎหมายจนเข้าข่ายเผด็จการเต็มรูปแบบ สิ่งที่ตั้งเป็นเงื่อนไขก็ยังดำรงอยู่
หรือแม้แต่ อภิสิทธิ์ ตัดสินใจลาออก เป็นผลให้ ครม.สิ้นสภาพโดยปริยาย แต่หากสภาเลือกผู้นำรัฐบาลคนใหม่มาแล้วยังเป็นตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ "เกม" ก็ยังคงไม่จบอยู่ดี
ตราบใดที่อำนาจในการบริหารประเทศยังไม่อยู่ในมือของพรรคที่ ทักษิณ ชินวัตร ให้การสนับสนุน เกมชิงอำนาจก็จะยังคงมีต่อไป
ในทุกรูปแบบ
นั่นก็คือ เงื่อนไขที่ทำให้ข้อเสนอยุบสภาต้นปีหน้าของ อภิสิทธิ์ เป็นเพียงถ้อยแถลงที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปจากก่อนหน้านี้
เงื่อนไขที่รัฐบาลควบคุมได้เพียงน้อยนิด ไม่อาจสร้างความมั่นใจให้รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา
ส่วนหนทางสู่ความปรองดองที่พยายามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือกัน เอาเข้าจริงแล้ว พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับเข้ามาร่วมจริงหรือ?
รัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ไขนั้น ยินดีที่จะร่วมแสดงความคิดความเห็นในช่องทางปกติจริงหรือ?
เพราะในวันนี้ ไม่ว่าจะด้วยเพราะฐานเสียงสูญเสียที่ราชประสงค์ หรือเพราะให้การสนับสนุนฐานเสียงนั้น ล้วนแต่เป็นตัวบีบบังคับให้เป็นศัตรูกับรัฐบาล
นี่ยังไม่นับเสียงจาก ทักษิณ ที่มีกระแสข่าวมาเป็นระยะๆ ว่า ก้าวย่างของ ส.ส.ในสังกัดของเขาในวันนี้ หากเดินผิดเพี้ยนไปจากที่กำหนด ก็อย่าได้ฝันที่จะถูกเลือกส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในวันเวลาที่จะถึงนี้
"ลูกผู้ชาย ยอมหักไม่ยอมงอ" มันมีแต่ในนิยายจีน
การถูกปฏิเสธจากพรรคในยามที่กำหนดการย้ายพรรคล่วงเลยไปแล้ว นับเป็นความเจ็บปวดที่ต้องใช้เวลาเยียวยานานร่วม 4 ปี ...คงไม่ต้องคิดว่าคนเหล่านี้จะเลือกเดินเส้นทางไหน
นี่คือความจริงวันนี้ ของบ้านเมืองเรา
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่แม่ทัพภาคที่ 2 คุมพื้นที่อีสานบอกว่าจะคงไปอีก 2 เดือน เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าอีก 6 เดือนจะเลิกได้หรือไม่
เพราะไม่ว่าฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายความมั่นคง ต่างก็เชื่อว่าเมื่อผู้บงการยังไม่ถูกจัดการแบบเบ็ดเสร็จ แถมยังมีเงินอยู่อีกมหาศาล ยามใดที่กลุ่มฮาร์ดคอร์ที่แตกไปคนละทิศละทางกลับมารวมตัวกันได้ ความรุนแรงก็น่าจะปะทุอีกครั้ง
แล้วกำหนดนัดต้นปีหน้าเลือกตั้งของนายกฯ อภิสิทธิ์ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ยกเว้นว่าชัดเจนแล้ววันช่วงเวลาระหว่างต้นปีจนถึงกลางปีหน้า กำหนดนัดยุบพรรคประชาธิปัตย์กำลังจะมาถึง!



