
"เบทาโกร"เพิ่มสาขารุกตลาดต่างจังหวัด
เบทาโกรเร่งขยายสาขาและโรงงานแปรรูปให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค มองตลาดต่างจังหวัดมีกำลังสูงขึ้นต่อเนื่อง เผยปัจจุบันขายผ่านโรงพยาบาลในสัดส่วน 60%
นายณรงค์ชัย ศรีสันติแสง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ธุรกิจอาหารได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจน้อยมาก และมีแนวโน้มขยายตัวสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นเครือเบทาโกรจึงมีการขยายงานในสายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 8 แห่งให้ครอบคลุมทุกจังหวัดและอำเภอใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งภายใน 3 ปี (2553-2555) บริษัทจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท ตั้งโรงงานแปรรูปให้ครบทุกภูมิภาคทั้งไก่และสุกร เพื่อสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มโรงงานอาหารสัตว์แห่งใหม่
ทั้งนี้ ในส่วนของโรงงานแปรรูปแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1.โรงเชือดไก่ และ 2.โรงชำแหละสุกร ซึ่งเบทาโกรจะเร่งสร้างโรงชำแหละให้ครบทุกภูมิภาค เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอาหารปลอดภัย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไปมีกำลังซื้อสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ในอนาคตผู้บริโภคเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเบทาโกรจะขายสินค้าผ่านเบทาโกรช็อป 10% ขายตรงให้โรงแรม ร้านอาหาร โรงพยาบาล 60% และตลาดสด 30% แต่ต้องปรับปรุงร้านให้ห้องตู้เย็น เพื่อให้สินค้าคงสภาพตามมาตรฐานไฮมีท ที่ราคาจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อสุกรทั่วไป 5-10%
“ในส่วนของตลาดสดผมเห็นว่าจะยังไม่หมดไป แต่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบให้มีคุณภาพมากขึ้น เบทาโกรให้การสนับสนุนในภาคเหนือและอีสานประมาณ 30 จุด โดยให้มีตู้แช่เย็น พัฒนาเขียงไม้เป็นเขียงพลาสติก ซึ่งราคาขายสดลักษณะนี้จะถูกกว่าเมื่อเทียบกับแบบแพ็ก“ นายณรงค์ชัย กล่าว
นายณรงค์ชัยกล่าวว่า ผลผลิตที่ได้จากโรงชำแหละสุกรทั้งหมดตามแผนการลงทุน 3 ปี จะจำหน่ายในประเทศ แต่จะพัฒนาเพื่อส่งออกได้ในอนาคต จากผลการศึกษาของเบทาโกร พบภาคใต้แม้ผู้บริโภคจะมีน้อยแต่มีกำลังซื้อสูง จากผลผลิตจากโรงชำแหละพัทลุง ขณะนี้มีส่วนแบ่งการตลาด 15%
ส่วนรายได้ของเครือเบทาโกรภาคใต้ปีที่ผ่านมามียอดขาย 5,000 ล้านบาท ส่วนปี 2555 คาดมียอดขาย 6,000 ล้านบาท ส่งผลให้สายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ มียอดขายในปีนี้รวม 2.93 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มียอดขายรวม 2.7 หมื่นล้านบาท



