
บทเรียนของชุมชน
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงกลางสี่แยกราชประสงค์ผ่านพ้นไปแล้ว แม้ว่าจะไม่เรียบร้อยอย่างที่หลายคนคาดคิดและต้องการ แต่ก็ถือว่าเป็นการผ่านพ้นไปอย่างที่พูดได้ว่าเสียหายน้อยกว่าที่คาด แน่นอนว่าคนไทยยังคงต้องการเวลาอีกไม่น้อย สำหรับการฟื้นฟูทางจิตใจของคนทั้งชาต
กรณีศึกษาประการแรกของการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้คือ ฝ่ายผู้ประท้วงต้องรู้ตัวดีว่า ใครคือคู่ต่อสู้หรือคู่กรณีโดยตรงกับตนเอง เช่น ในกรณีนี้เมื่อรัฐบาลคือคู่ต่อสู้โดยตรงทั้งทางความคิดและวิธีการ ก็ต้องพุ่งเป้าหมายไปที่รัฐบาลโดยการไปยึดสถานที่ทำการของรัฐบาล หรือกดดันการทำงานของรัฐบาล
ไม่ใช่หันมาเอาความเดือดร้อนของคนที่ไม่เกี่ยวข้อง มาเป็นเครื่องต่อรองหรือกดดันรัฐบาลทางอ้อม เพราะการกระทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้เสียแนวร่วมไปเปล่าๆ หรือเท่ากับผลักดันให้คนที่ได้รับผลกระทบข้ามฟากไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม
ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องเรียนรู้ว่าต้องไม่ปล่อยให้ฝ่ายกลุ่มคนที่ประท้วง เคลื่อนไหวไปในสถานที่ต่างๆ ได้ตามใจชอบ เพราะเมื่อกลุ่มคนที่ประท้วงไปทำความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนใดก็ตาม สิ่งแรกที่คนในชุมชนนั้นๆ คิดกันขึ้นมาก็คือ รัฐบาลไม่ได้ปกป้องให้เขาหลุดพ้นไปจากความเดือดร้อน
รัฐบาลที่ดีต้องรู้ว่าแม้ประชาชนจะมีสิทธิในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเป็นการแสดงออกที่ไม่ไปรบกวนสิทธิในการดำรงชีวิตประจำวันตามปรกติของผู้อื่นด้วย ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องเรียนรู้จากการประท้วงในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งคือ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงได้ทดสอบกำลังของรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการเคลื่อนพลไปตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ ถึงสามสี่ครั้ง จนแน่ใจแล้วว่ารัฐบาลอ่อนแอไม่สามารถสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของเขาได้ เขาจึงกล้าเล่นเกมแรงด้วยการเข้ายึดศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการชุมนุม
กลุ่มคนที่ต้องเรียนรู้จากการประท้วงในครั้งนี้อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ ชุมชนต่างๆ ที่อยู่ใกล้หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุม เช่น ชุมชนธุรกิจย่านราชประสงค์เองก็ต้องรู้ว่า หากชุมชนไม่เข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนด้วยกันเอง ความบอบช้ำเสียหายก็มีโอกาสตามมาได้ทุกวินาที อย่างน้อยก็เสียหายจากการไม่สามารถดำรงชีวิตประจำวันอย่างสันติสุขได้
ชุมชนที่เพิกเฉยหรือเห็นดีงามกับการตั้งกลุ่มชุมนุมประท้วงใดๆ ก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ในชุมชนนั้นๆต้องยอมรับสภาพในสิ่งที่จะตามมาภายหลังด้วย เช่น สภาพความยากลำบากในการประกอบอาชีพประจำวัน ความลำบากลำบนในการเดินทางหรืออยู่อาศัยตามปรกติ และท้ายที่สุดความเดือดร้อนเมื่อมีการปะทะกัน ระหว่างผู้ปราบปรามและผู้ประท้วง
ต่อไปนี้เมื่อมีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงใดรวมตัวกันขึ้น คนในพื้นที่ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงใช้เป็นพื้นที่ซึ่งไม่ต่างไปจากสนามรบหรือลานประหัตประหาร ต้องออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้พื้นที่ในเขตชุมชน แม้ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องในการประท้วงก็ตาม ก็ต้องผลักดันให้ไปอยู่พื้นที่นอกชุมชน หรือเท่ากับให้ไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ที่มีผลกระทบกับชุมชนน้อยที่สุด
ชุมชนต้องนึกเอาไว้เสมอว่า แกนนำหรือกลุ่มผู้นำการประท้วงทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีขีดความสามารถสูงในการชักจูงผู้คนให้เข้าร่วมชุมนุมทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่จะมีขีดความสามารถต่ำในการควบคุมฝูงชนที่อารมณ์ปะทุถึงขีดสุด และไม่สามารถปรามฝูงชนให้ลดระดับความร้อนแรงลงหรือให้เลิกชุมนุมได้โดยง่าย
ดังนั้น ชุมชนในพื้นที่ประท้วงจึงเป็นปราการสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ชุมชนของตนเองประสบภัยพิบัติหรือไม่ แม้แต่การประท้วงในครั้งนี้ที่ผ่านมาก็ตาม หากชุมชนผู้ค้ารายใหญ่ในย่านราชประสงค์ได้ตระหนักถึงหลักการสำคัญที่บอกมา เหตุการณ์ร้ายก็อาจจะไม่เกิดขึ้นหรือการชุมนุมในพื้นที่ก็จะไม่ทำให้ธุรกิจชะงักงันได้นานเช่นที่เกิดขึ้นครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



