ข่าว

 กคช.เครื่องร้อนแก้ปัญหาบ้านเอื้อเร่งขาย-แก้ปมหวั่นลูกค้ากว่า 2 แสนรายชะลอโอน

กคช.เครื่องร้อนแก้ปัญหาบ้านเอื้อเร่งขาย-แก้ปมหวั่นลูกค้ากว่า 2 แสนรายชะลอโอน

08 มิ.ย. 2553

มั่นคงในที่อยู่อาศัย มั่นใจในการเคหะแห่งชาติ ...ธีม ที่การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ใช้เป็นสื่อในการเปิดให้ลูกค้าโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและโครงการพิเศษครั้งใหญ่ ระหว่างวันที่ 11-20 มิถุนายน ที่ห้องวทัญญู ณ ถลาง รวมถึงศูนย์ขายนนทบุรี ศูนย์ขายน

 หลักฐานที่ใช้ประกอบด้วย บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบรับรองรายได้ ทะเบียนสมรส (ถ้ามี) เท่านั้น เพียงมีคุณสมบัติ 3 ประการ ก็สามารถจองได้ คือ 1.สัญชาติไทย 2.บรรลุนิติภาวะ 3.รายได้ครอบครัวไม่เกิน 4 หมื่นบาท/เดือน  สำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทร ส่วนโครงการอื่นๆ ไม่จำกัดรายได้

ครั้งนี้การเคหะฯ เปิดขายโครงการทั่วประเทศรวม 165 โครงการ จำนวน 38,271 หน่วย ประกอบด้วย โครงการบ้านเอื้ออาทรในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 65 โครงการ จำนวน 27,874 หน่วย โครงการบ้านเอื้ออาทรในส่วนภูมิภาค รวม 26 โครงการ จำนวน 5,632 หน่วย บ้านเอื้ออาทรทุกรูปแบบยังคงราคาขายเดิม 3.9 แสนบาท/หน่วย เพียงวางเงินจอง 3,000 บาท

 ส่วนโครงการเคหะชุมชนยังมีอาคารคงเหลือบางส่วนทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภูมิภาค เปิดขาย 72 โครงการ จำนวน 3,325 หน่วย ลดราคาพิเศษ  5-50% ราคาขายขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งโครงการ สภาพห้อง และอาคาร

 นอกจากนี้ ยังนำเอาโครงการพิเศษ 2 โครงการ จำนวน 1,440 หน่วย บนทำเลทอง พร้อมแบบบ้านและราคาใหม่ล่าสุด  โครงการการ์เด้นวิลล์ บางปู เป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น 2 รูปแบบ ประกอบด้วย ทาวน์โฮม 2 ชั้น แบบ A จำนวน 168 หน่วย เนื้อที่ 24 ตารางวา ราคาขาย 1.95 ล้านบาท และทาวน์โฮม 2 ชั้น แบบ B จำนวน 133 หน่วย เนื้อที่ 24 ตารางวา ราคาขาย 1.85 ล้านบาท  โครงการกรีนเพลส ปากเกร็ด ระยะ 1 จัดสร้างเป็นอาคารชุด 8 ชั้น 9 อาคาร เนื้อที่ 29, 35 และ 36 ตารางเมตร จำนวน 1,139 หน่วย ราคาขายเงินสด 601,000-780,000 บาท ทั้ง 2 โครงการ วางเงินจองเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น 

ขณะเดียวกันก็จะเปิดเพิ่มอีก 2 ทำเล ซึ่งกำลังปรับผังใหม่คือที่ร่มเกล้าพาร์ควิลล์ และร่มเกล้ากรุงเทพกรีฑา เป็นบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ ราคาขาย 2.8-6.5 ล้านบาท/หน่วย

ทั้งนี้ ผู้จองโครงการภายในงานจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากสถาบันการเงิน ดังนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในปีแรก 3% ธนาคารออมสินในปีแรก 1.25% และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยในปีแรก 1.85% สำหรับบุคคลทั่วไปและ 1.50% สำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

จัด 3 กลุ่มก่อนประกาศปรับราคา 2-10%

กคช.ยังมีแผนจะปรับราคาขายบ้านเอื้ออาทรจากเดิม 3.9 แสนบาท/หน่วย ขึ้นอีก 2-10 % หรือไม่เกิน 5,000 บาท/หน่วย ใน 50 โครงการบ้านเอื้ออาทร ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จากจำนวนทั้งหมดกว่า 300 โครงการ โดยหลักในการพิจาณาการปรับขึ้นราคาขึ้นอยู่ในแต่ละโครงการ แต่ละทำเล จะพิจารณาปรับราคาบ้านใน 3 กลุ่มคือ 1).กลุ่มโครงการที่มียอดขายแล้ว 80% ขึ้นไปจะปรับขึ้นราคาตั้งแต่ 3-10% 2).กลุ่มโครงการที่มียอดขาย 60% ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 80% จะพิจารณาปรับขึ้นราคา ไม่เกิน 5% และ3).กลุ่มโครงการที่มียอดขายไม่ถึง 60% จะไม่มีการปรับราคาขาย

สำหรับความคืบหน้าในการขายบ้านในโครงการบ้านเอื้ออาทรตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552-30 เมษายน 2553 สามารถสร้างยอดขายได้แล้ว 39,581 หน่วย ส่งผลให้ขณะนี้กคช.ยังเหลือสต็อกที่ต้องระบายออกรวมกว่า 4 หมื่นหน่วย แบ่งเป็นสต็อกบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว 38,506 หน่วย และสต็อกบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกกว่า 1 หมื่นหน่วย

สำหรับเป้ายอดขายปีงบประมาณ 2553 ไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการขายบ้านเอื้ออาทร 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำได้แล้ว 1.1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือ 3,000-4,000 ล้านบาทจะมาจากรายได้อื่นๆ ส่วนกำไรที่คาดว่าจะได้ในปีงบประมาณ 2553 นี้ประมาณ 500-600 ล้านบาท และได้ของบประมาณจากรัฐบาลในปีงบประมาณ 2554 จำนวน 3,600 ล้านบาท

ปัญหาโผล่แบงก์โขกค่าประเมิน 2 พันบาท/ราย

 ระหว่างที่การเคหะฯ เร่งระดมการขายภายใต้งบประมาณการตลาดที่มากถึง 100 ล้านบาทในปีนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงการบ้านเอื้ออาทรก็โผล่ไม่หยุด และดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ตามมาหากไม่ได้รับการแก้ไขก็คือ ลูกค้าจะทิ้งโอน หลังจากที่มีลูกค้าจำนวน 1,200 รายในลอตแรกจาก 6,000 รายที่ครบเงื่อนไขภายใน 5 ปีต้องโอน

นายศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีลูกค้าที่ซื้อโครงการบ้านเอื้ออาทรครบกำหนด 5 ปีที่จะต้องรับโอนจากกคช.ตามเงื่อนไขจำนวน 6,000 รายลูกค้ากลุ่มนี้ได้รับโอนจากกคช.ไปแล้ว 4,800 หน่วย ส่วนที่เหลือ 1,200 หน่วยได้ชะลอที่จะรับโอน เนื่องจากไม่ต้องการมีภาระเพิ่มจากกรณีที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เรียกเก็บค่าดำเนินการประเมิน 2,000 บาท/ราย/หน่วย

 นอกจากปัญหาการชะลอการโอนจากกรณีที่ลูกค้าไม่ต้องการมีภาระเพิ่ม ทำให้ต้องหาทางออกซึ่งคงต้องนำเสนอผู้ว่าการกคช.ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของธอส.เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะในความเป็นจริงแล้วราคาที่ขาย 3.9 แสนบาท/หน่วยนั้น เป็นราคาที่ได้ผ่านการทำการประเมินหรือกำหนดมาแล้วตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งการที่แบงก์เรียกเก็บเพิ่ม 2,000 บาท/ราย ลูกค้ากลุ่มแรกที่ครบเงื่อนไข 5 ปีที่ต้องรับโอน 6,000 รายแบงก์ก็จะมีรายได้จากการดำเนินการดังกล่าวรวม 12 ล้านบาท

 “ยังมีบ้านที่เหลือกว่า 2 แสนหน่วยที่ต้องโอน ปัญหานี้ต้องหาทางออกซึ่งหากไม่แก้แล้วลูกค้าที่เหลือที่ว่าไม่รับโอนขึ้นมาปัญหาก็จะหนักเข้าไปอีก” นายศิริโรจน์ กล่าวในตอนท้าย

ปรียา เทศนอก