ข่าว

ทนายเผย "พี่สาวเจ้าของโรงเบียร์" พูดทั้งน้ำตา เยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 1 หมื่น

ทนายเผย "พี่สาวเจ้าของโรงเบียร์" พูดทั้งน้ำตา เยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 1 หมื่น

16 ก.ค. 2569

ทนายเผย "พี่สาวเจ้าของโรงเบียร์" พูดทั้งน้ำตา เหตุไฟไหม้จะเป็นตราบาป มีเงินเยียวยาให้ผู้เสียชีวิต เบื้องต้น รายละ 10,000 บาท

 

ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับ เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว รายการโหนกระแส (16 ก.ค. 2569) พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งที่บอกว่าโรงเบียร์ต้องรับผิดชอบ ภาครัฐต้องเข้ามารับผิดชอบ หรือบางฝ่ายมองว่าภาครัฐไม่ควรรับผิดชอบ เพราะเป็นเรื่องของคนที่ไปเที่ยวเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการจ่ายเงินประกันอัคคีภัยว่า หากนำไปจ่ายให้ผู้เสียหาย จะเป็นการจ่ายผิดประเภท หรือ คปภ. จะตีความอย่างไร

 

 

ไอซ์ หัวหน้าวงทศกัณฐ์ เกี่ยวกับ ‘ดิน’ สมาชิกในวงที่เพิ่งเสียชีวิตไป โดยย้อนความว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมายังตามหาดินไม่เจอ จนสุดท้ายทราบว่าถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลไหน คุณไอซ์เล่าว่า ตนเองยุ่งอยู่กับงานศพของแฟนสาว แต่ต่อมาแม่ของดินได้โทรศัพท์มาหาในช่วงกลางดึก เพื่อบอกให้ไปดูใจน้องเพราะน้องน่าจะรออยู่ และแม่เริ่มทำใจได้แล้ว วันรุ่งขึ้นคุณไอซ์จึงแวะไปหาดิน ก่อนที่จะไปเชิญร่างแฟนสาวที่จุดเกิดเหตุ เมื่อไปถึงดินยังรออยู่แต่ไม่รู้สึกตัวแล้ว คุณไอซ์จึงได้พูดบอกลาว่าไม่ต้องทรมานแล้ว พี่มาหาแล้ว และฝากให้ไปจับมือดูแลเพื่อนอีก 3 คนที่ล่วงลับไปก่อนหน้านี้ด้วย

 

ในส่วนของอาการบาดเจ็บ คุณไอซ์ระบุว่าแพทย์แจ้งว่าไฟไหม้ตามร่างกายของดินถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และดินได้กลืนความร้อนเข้าไปข้างในด้วย ทำให้มีอาการปอดและไตวาย และหลังจากที่คุณไอซ์ไปเยี่ยม ดินก็มีชีพจรค่อย ๆ ลดลง คุณไอซ์ได้บอกลาและสัญญาว่าจะช่วยดูแลเรื่องครอบครัวและแม่ให้ ก่อนจะออกจากห้อง ICU มาคุยกับแม่ของดินต่อ จนกระทั่งช่วงเย็นขณะที่คุณไอซ์อยู่ที่วัดเพื่อเตรียมกำหนดการงานศพแฟนสาว แม่ของดินก็โทรมาแจ้งว่าดินเสียชีวิตแล้ว

 

 

เปิ้ล (เพื่อนของผู้เสียชีวิต 2 ท่านที่เป็นสามีภรรยากัน) เล่าว่าตนเองเป็นลูกค้าประจำ และวันนั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะ 141 ซึ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ แต่เนื่องจากชื่นชอบวงดนตรีที่เล่นอยู่จึงชวนคุณลี่และคุณไอซ์ (ผู้เสียชีวิตที่เป็นสามีภรรยากัน) ย้ายโต๊ะไปนั่งข้างหน้าเวทีเพื่อจะได้เปลี่ยนบรรยากาศและอยู่ใกล้ชิดกับน้อง ๆ นักร้องนักดนตรี แต่จู่ ๆ ตนก็รู้สึกแปลก ๆ ได้กลิ่นเหมือนไหม้และรู้สึกหายใจไม่สะดวก จึงชวนน้องที่รอดชีวิตอีกคนให้ออกไปข้างนอกด้วยกัน เมื่อเดินออกมาข้างนอกและกำลังรอน้องที่เดินกลับไปเอาโทรศัพท์ที่โต๊ะ คุณเปิ้ลก็สังเกตเห็นควันออกมาบนหลังคา

 

ในขณะนั้นคุณเปิ้ลเห็นการ์ดอยู่หน้าประตู จึงสะกิดบอกว่ามีควัน วินาทีต่อมาเมื่อมองไปที่เวทีก็เห็นประกายไฟเหมือนไฟช็อตอยู่บริเวณตำแหน่งมือกลองหรือมือเบส จากนั้นก็เริ่มมืดและมีเสียงคนเริ่มโวยวาย น้องคนที่รอดชีวิตพยายามวิ่งกลับเข้าไปในร้านเพื่อเรียกเพื่อน แต่ไม่สามารถเข้าได้เพราะควันและเปลวไฟพุ่งออกมาเร็วมาก ตัวคุณเปิ้ลเองยืนอยู่ใกล้ต้นไม้ที่ถูกเปลวไฟลามมาถึง แต่ตัวเธอไม่โดนไฟ คุณเปิ้ลพยายามจะวิ่งเข้าไปช่วยลี่กับไอซ์เพราะเป็นคนชวนทั้งคู่มาเที่ยว

 

ทั้งสองคนมีลูกชายด้วยกัน 2 คน (อายุ 6 ขวบ และ 4 ขวบ) และในวันเกิดเหตุเพิ่งจะกลับมาดีกันหลังจากที่ทะเลาะกันก่อนหน้านี้ คุณเปิ้ลเล่าด้วยความสะเทือนใจว่าได้พยายามไปทุบกระจกข้างร้านเพื่อให้ทั้งคู่ได้ยินเสียงและหาทางออกมา แต่ควันหนาแน่นมากจนมองไม่เห็นอะไร

 

จนกระทั่งคุณเปิ้ลนั่งหมดแรงอยู่ทางเข้าด้านหลัง ก็เห็นเจ้าหน้าที่เข็นน้องออกมาในสภาพที่หมดสติจากการดมควัน เมื่อเข็นไปถึงเกาะกลางเจ้าหน้าที่ก็นำผ้าขาวมาปิดร่างไว้

 

ทนายนิธิรุจน์ ทนายของฝั่งโรงเบียร์ เปิดเผยว่า ตนเองได้รับการติดต่อจากพี่สาวของเจ้าของร้าน บอกว่าให้ดูเรื่องที่เป็นข่าวอยู่ ซึ่งตนดูแล้วก็เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อไปพบกับพี่สาว ภาพแรกที่เห็นเลยคือเขาน้ำตาไหล แล้วพี่สาวพูดประโยคแรกว่า เรื่องนี้จะเป็นตราบาปของน้องชายของเขา และครอบครัวเขา

 

ตนก็ได้ถามไปว่าตอนนี้มีแนวทางอย่างไร พี่สาวบอกว่าน้องมีทรัพย์อยู่จำนวนหนึ่ง ส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวกับร้านต้องรอน้องชายเซ็นเอกสาร จึงเป็นที่มาของเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตเบื้องต้น รายละ 10,000 บาท มีวงเงินประมาณ 3 - 4 แสนบาท พี่สาวไม่ทราบรายละเอียด คนที่มีชื่อในเอกสารคือคุณแม่ ซึ่งทนายก็ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง โดยทนายยืนยันว่า ได้แจ้งญาติทุกคนว่ามีเจตนาการช่วยเหลือเบื้องต้น จะไม่มีผลหรือไปตัดสิทธิ์ในส่วนอื่น แสดงความจริงใจชัดเจน และทนายได้โอนเงินให้กับผู้เสียหายไปบางส่วนแล้ว ซึ่งมีหลักฐานบันทึกไว้ เป็นเงินค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ไม่รวมส่วนอื่น ที่ต้องจ่ายในอนาคต 

 

ทนายเผย "พี่สาวเจ้าของโรงเบียร์" พูดทั้งน้ำตา เยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 1 หมื่น