ข่าว

แบ่งงานรมต.สำนักนายกฯองอาจแทนสาทิตย์

แบ่งงานรมต.สำนักนายกฯองอาจแทนสาทิตย์

07 มิ.ย. 2553

“สาทิตย์” เผย “นายกฯ”แบ่งงานรมต.สำนักนายกฯให้ดูแลแล้ว พร้อมโอนงานสื่อให้“องอาจ”เสียบแทน ปัดตอบ “บริหารงานล้มเหลว” จึงต้องเปลี่ยน อ้าง งาน “สื่อ” ต้องเผชิญแรงกดดันมาก มีทั้งคนชอบ-ไม่ชอบ รับ ปีกว่าก็ช้ำ ยัน ไม่เสียใจอดดู “สื่อ” ย้ำ หลัง “ปรับครม.” เดินหน้า

 (7มิ.ย.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแบ่งงาน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) รวมทั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ชุดต่างๆ ที่ตนเคยรับงานอยู่ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นตนดูแล เช่น สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำนักงานปฎิรูประบบราชการ สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กองทุนหมู่บ้าน แต่ปัญหาใหญ่ที่จะต้องดู คือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประชาชน เช่น ปัญหาเครือข่ายที่เคยเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ สมัชชาคนจน กลไกที่ทำงานร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ยังมีประเด็นเหลืออยู่อีกมาก

 รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า งานใหญ่ที่จะทำคิดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการจัดสัมมนาเรื่องของนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชน ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะจัดสัมมนาเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน โฉนดชุมชน ซึ่งตอนนี้ตนได้เสนอเป็นนโยบายและลงนามเซ็นเป็นระเบียบสำนักนายกฯแล้ว รวมทั้งจะคุยกันเรื่องธนาคารที่ดิน หลังจากนั้นตั้งใจว่าในกลไกแก้ปัญหาของประชาชนจะมีการประชุมต่อเนื่องกัน 5 - 6 วัน เพื่อสะสางเรื่องที่คั่งค้างทั้งหมดให้เรียบร้อยและยังมีงานอีกมาก เรื่องนโยบายหลังจากที่มอบงานเสร็จเรียยบร้อยแล้ว เรื่องการแก้ปัญหาประชาชนก็จะพูดอีกครั้งว่าจะมีแนวทางอย่างไร

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ความคาดหวังเรื่องการแก้ไขปัญหาของประชาชนมีอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าทำได้ทุกเรื่อง ก็จะเป็นการลดความขัดแย้งในสังคมถือว่าเป็นเรื่องที่ดิน เมื่อต่อว่า การแบ่งงานครั้งนี้หวังผลอย่างไรบ้าง รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่มีการเปลี่ยนคนทำงาน เข้ามาช่วยทำงานให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น นายกรัฐมนตรีบอกว่าตนทำงานมาปีกว่าแล้ว และงานทางด้านสื่อเป็นงานที่ต้องเผชิญแรงกดดันมาก อาจจะมีความขัดแย้งกับบางฝ่ายเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบ พูดง่ายๆ ก็คือ ปีกว่ามันก็ช้ำ เพราะฉะนั้นนควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคนที่มาทำ แต่หลักใหญ่ก็คือควรที่จะได้แยกกันในส่วนที่ทำประชาสัมพันธ์ส่วนหนึ่ง ที่ต้องไปดูแลปัญหาของประชาชน เนื่องจากงานในสำนักนายกฯนับวันจะมีปัญหาเรื่องร้องเรียนเข้ามามาก

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ผ่านมา ถูกมองว่าการบริหารงานสื่อล้มเหลวจึงถึงปรับการทำงานในส่วนนี้ออกมา นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราผ่านสถานการณ์สงครามข่าวสารมา 2 รอบ ตนคิดว่าทั้งสองครั้งรัฐบาลเป็นฝ่ายประเมิน แต่ชาวบ้านทั่วไปเป็นฝ่ายประเมินว่าในที่สุดแล้ว รัฐบาลก็สามารถผ่านพ้นสถานการณ์มาได้ด้วยดี และสงครามข่าวสารข้อมูลทั้งสองครั้งรัฐบาลสามารถที่จะสื่อให้เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเป็นความชอบธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะบอกได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไปได้รับการยอมรับพอสมควร แต่งานสื่อและงานประชาสัมพันธ์นั้นไม่จบ ตนคิดว่าสงครามข่าวสารข้อมูลก็จะกลับมาอีก เพราะฉะนั้นคงมีหลายเรื่องต้องทำ

 ผู้สื่อข่าววถามว่า ในฐานะที่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนคิดว่าหลังจากนี้ ไปการทำงานของสื่อควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เท่าทันกับสงครามที่กำลังจะเข้ามา รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของนายองอาจที่จะมาดูแล ซึ่งเบื้องต้นได้คุยกันแล้ว ความจริงแนวทางของนายกฯหลังจากนี้ได้พูดถึงเรื่องแผนปรองดอง คือ แผนปฏิรูปสื่อ ซึ่งนายองอาจก็จะมาทำงานด้านนี้ เช่นการปรับบทบาทของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง11 กรมประชาสัมพันธ์หรือ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สวท.) ซึ่งนาองอาจก็คงจะต้องมาดูต่อ

 นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องวิทยุชุมชนและทีวีดาวเทียม ซึ่งนายองอาจก็คงจะมีคำตอบ แต่ที่ผ่านมาเราได้มีการพูดคุยกับคณะอนุกรรมการกทช.เป็นระยะ ล่าสุดได้มีการออกระเบียบโทรทัศน์ดาวเทียม เพราะฉะนั้นต่อไปใครจะมาทำโทรทัศน์ดาวเทียม ก็ต้องมาเข้าตามระเบียบนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีวีของคนเสื้อแดง เอเอสทีวี ทีวีของป้าเช็ง ก็ต้องมาเข้าระเบียบ เพราะที่ผ่านมาไม่มีระเบียบอะไรเลย ใครใคร่จะทำอะไรก็ทำ เราอยากจะกระตุ้นให้มีระเบียบ ซึ่งตอนนี้อนุกรรมการกทช.มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าแม้ว่าจะไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็จะมีกลไกมารองรับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกใช่หรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องเป็นอำนาจกับการปฏิบัติหน้าที่ของกทช. ส่วนตัวหลักคือกฎหมายกสทช.เป็นกฎหมายตัวใหญ่ ที่จะต้องคุมทุกเรื่อง ตอนนี้ก็ผ่านวุฒิสภาแล้ว หลังจากนี้ก็จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเปิดสมัยประชุมหน้า เพราะฉะนั้นถ้ากสทช.เสร็จและเลือกตั้งเสร็จใน180 วัน ก็คิดว่าการกำกับดูแลสื่อทั้งหลาย ก็น่าที่จะเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งไม่มีกฎหมายอะไรที่รองรับชัดเจน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังปรับครม.กระบวนการสร้างความปรองดองจะเป็นอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเต็มที่ นายกฯได้พูดชัดว่าได้ไปประสานงาน ติดต่อใครไว้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีคณะทำงานที่ดูแผนรวมทั้งหมดว่าควรจะเดินแนวทางไหนอย่างไร โดยมีการกำหนดแนวทางเดินไปข้างหน้าไว้อยู่แล้ว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศที่นายกฯพูดไว้ว่า 2 เดือนน่าจะเห็นแล้ว คิดว่าน่าจะเห็นผลได้มากน้อยแค่ไหน รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ควรให้กระบวนการเริ่มก่อน เมื่อเริ่มแล้วกระบวนการสำคัญ ก็คือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่จะเข้ามาร่วมในแผนที่จะปฏิรูปประเทศ ส่วนจำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมาใหม่อีกชุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการจตัดสินใจของนายกฯ วันนี้คุยแต่เรื่องแบ่งงาน ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้มากนัก คิดว่าคงมีเวลาคุยกันอีกเยอะ

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ดูสื่อแล้ว นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่เลย ตนคิดว่าไม่ว่าจะทำงานหน้าที่ไหน ก็คงจะต้องสัมพันธ์กับสื่อสารมวลชนเหมือนเดิม เพราะนักการเมือต้องมีรายงานข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนอยู่แล้ว ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นความพอใจของตน เพราะเป็นการสร้างความเป็นธรรม ลดความขัดแย้งลง ซึ่งเป็นเจตนาที่ตรงกันกับนายกฯและตน