
พายัพขู่ส.ส.ปันใจย้ายซบภท.ไม่รับกลับเข้าพรรค
"พายัพ" ขู่ ส.ส.ปันใจ ย้ายซบ ภท. ไม่รับกลับเข้าพรรค เสียงแข็งลต.สข.พ่ายยับไม่สะเทือนลต.ใหญ่ มติ"กก.บห.พท." ขับ "ปรพล-จุมพฏ"ออกจากพรรค นิพิฏฐ์ใช้วัฒนธรรมสร้างความปรองดอง
(7มิ.ย.) นายพายัพ ชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานภาคอิสาน กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยออกมาระบุว่าฝากเลี้ยง ส.ส. ไว้ในพรรคเพื่อไทย และในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย โดยนายพายัพ ยืนยันว่า ไม่มีส.ส.คนไหนจะไปร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอนและไม่มีการรับฝากเลี้ยงส.ส. อย่างที่พรรคภูมิใจไทยกล่าวอ้าง เชื่อว่า ส.ส.ในพรรคจะมีวิจารณญาณ จึงขอท้าให้พรรคภูมิใจไทยออกมาประกาศรายชื่อว่ามี ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนไหนบ้างที่ปันใจจะไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย
“ยอมรับว่าอาจจะมีบ้าง ที่ส.ส.บางคน ได้เงิน เขาก็คงเอา แต่เชื่อว่า ระหว่างเงินกับสอบตก เขาก็ต้องกลัวสอบตกมากกว่า แต่หาก ส.ส.คนไหนปันใจจะไปอยู่กับพรรคอื่น โดยเฉพาะภูมิใจไทย ก็บอกตรงนี้ได้เลยว่า เราจะไม่รับกลับมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย หากใครรับกลับ ก็ไม่มีผม” นายพายัพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ส.ข. นายพายัพ กล่าวว่า เท่าที่พรรคเพื่อไทยประเมิน การเลือกตั้ง ส.ข. เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่มีเหตุและปัจจัยไม่เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ จึงคงไม่ใช่ตัวชี้วัดในการเลือกตั้งใหญ่ของไทย และแทบจะไม่มีน้ำหนัก แต่ยอมรับว่า เราตระหนักถึงผลการเลือกตั้งที่ออกมา แต่ไม่หวั่นใจ ซึ่งทุกครั้งในการหาเสียงพรรคเพื่อไทยก็พยายามใช้กระแสในการสร้างสรรค์ มากกว่าทำลาย ส่วนการเลือกตั้งเป็นวิจารณญาณของประชาชน พรรคเพื่อไทยต้องปรับตัว
เมื่อถามว่าจะมีการปรับยุทธศาสตร์ในส่วนของภาค กทม. หรือไม่ เพราะขณะนี้ถูกมองเป็นจุดอ่อน นายพายัพ บอกว่า ก็คงมีหลายวิธี ทั้งการปรับคน ลดคน หรือเพิ่มคน โจทย์ที่ต้องถามคือ ทำอย่างไร พรรคเพื่อไทยจึงจะได้หัวใจคนกรุงเทพฯ
มติ"กก.บห.พท." ขับ "ปรพล-จุมพฏ"ออกจากพรรค
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงว่า มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ครั้งที่ 2 / 2553 ที่ประชุมมีมติให้ขับนายปรพล อดิเรกสาร ส.ส. จ.สระบุรี และนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส. จ.สกลนคร ออกจากพรรคในข้อหา ทำผิดระเบียบข้อบังคับพรรคการเมืองอย่างร้ายแรง ขาดการประชุมพรรคเป็นเวลานาน ไม่เข้าร่วมในกิจกรรมของพรรค ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่น รวมไปถึงการไปร่วมทำกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่นอย่างเปิดเผย ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญรวมถึงกฏหมายพรรคการเมือง ที่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองเดียว แต่การกระทำของนายปรพล และนายจุมพฏ ชื่ออยู่พรรคเพื่อไทยตามหลักนิตินัย แต่พฤติกรรมและการปฎิบัติตัวกับอยู่อีกพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่ ที่เป็นตัวแทนประชาชนอย่างชัดเจน
โดยที่พรรคเพื่อไทย โดยคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรคได้ทำหนังสือขอให้ นายปรพล และนายจุมพฏ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ชี้แจงใดๆ กับเพิกเฉย คณะกรรมการบริหารพรรคจึงมีมติขับ ส.ส.ทั้งสองออกจากพรรค ในขั้นตอนต่อไปกรณีที่สมาชิกผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและต้องถูกกำหนดโทษให้พ้นจากการเป็นสมาชิกให้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นต่อที่ประชุมร่วม ของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค เพื่อให้ที่ประชุมร่วมพิจารณา หากมีมติให้พ้นจากการเป็นสมาชิกต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารและ ส.ส. โดยการลงมติให้ลงคะแนนลับ ตามข้อบังคับของพรรคข้อ 23
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่ออีกว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ยังได้มีมติ ให้นำเรื่อง ส.ส.นายสมบูรณ์ วันชัยธนวงศ์ ส.ส. สัดส่วนกลุ่ม 1 กับนายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส. สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคเพื่อไทย ที่กระทำขัดต่อข้อบังคับพรรคอย่างร้ายแรง เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรค ได้สอบข้อเท็จจริงและพิจรณาข้อกล่าวหาของ ส.ส. ทั้งสองต่อไป รวมถึงให้นายสมบูรณ์และนายนิคม มาชี้แจงต่อคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรคต่อไป
“นิพิฏฐ์”ใช้วัฒนธรรมสร้างความปรองดอง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ดีใจที่พรรควางใจมอบหมายให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ วธ. และไม่รู้สึกหนักใจที่ต้องมาทำงานด้านวัฒนธรรม แม้ว่าหลายฝ่ายมองว่าเป็นนักกฎหมายไม่เหมาะสมกับงานวัฒนธรรม ซึ่งต้องบอกว่าแม้จะเป็นนักกฎหมาย แต่ตนก็ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสังคมและวัฒนธรรมมาโดยตลอด แต่คนส่วนใหญ่ติดภาพการเป็นนักกฎหมายของตนมากกว่าจึงกลายเป็นจุดอ่อนและมองว่าต้องทำงานด้านกฎหมายเท่านั้น ในความเป็นจริงคนที่มีความรู้กฎหมายก็สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ทุกกระทรวง
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ตอนนี้อยู่ระหว่างการวางกรอบแนวนโยบาย ซึ่งมีทั้งที่ส่านต่อนโยบายเดิมของนายธีระ สลักเพชร อดีตรัฐมนตรีว่าการ วธ. โดยในวันที่ 10 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ตนจะเดินทางเข้ามาทำงานที่ วธ. เป็นวันแรก เพื่อเรียกประชุมผู้บริหารในการรับทราบปัญหา รวมทั้งให้แต่ละกรมนำเสนอภารกิจ เพื่อนำมาปรับเป็นนโยบาย ทั้งนี้เบื้องต้นตนมีนโยบายเร่งด่วนที่ได้คิดไว้ คือการใช้วัฒนธรรมสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าวัฒนธรรม สามารถเชื่อมความรัก ความสามัคคีของประชาชนคนไทยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
“วัฒนธรรมไม่เคยทำให้สังคมแตกแยกกัน มีแต่ยิ่งทำให้คนรักกัน ดังนั้นการนำวัฒนธรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งมาสร้างความปรองดอง เพราะเป็นแนวทางที่ช่วยลดความขัดแย้งทางการเมือง ส่วนที่มองว่ารัฐมนตรีที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรีที่ไร้ผลงานนั้น อยากให้ทุกคนต้องปรับความคิดเรื่องนี้ เพราะการทำงานวัฒนธรรมไม่สามารถเห็นผลได้ภายใน 1 – 2 ปี เรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลา ซึ่งจะเปรียบเทียบกับกระทรวงอื่นๆ คงไม่ได้” รัฐมนตรีว่าการ วธ. กล่าว
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า มีโอกาสพูดคุยกับนายธีระ โดยเฉพาะการสานต่อนโยบายวัฒนธรรมประชาธิปไตย ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีจะช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตย และลดความขัดแย้งทางความคิด เพราะปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ยังมองว่าการเรียกร้องประชาธิปไตย คือการออกมาชุมนุมประท้วง แต่ที่จริงแล้วการแสดงออกทางประชาธิปไตยมีหลายรูปแบบ ดังนั้นหากเน้นย้ำเรื่องวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้มากและเข้าถึงประชาชนทุกคน เชื่อน่าจะช่วยสร้างความเข้าใจให้คนกลุ่มดังกล่าวได้



