ข่าว

ผู้รอดชีวิต เล่า มาเที่ยวกัน 5 คน แต่กลับ 3 พร้อมเผยภาพถ่ายสุดท้ายกลายเป็นสั่งลา

ผู้รอดชีวิต เล่า มาเที่ยวกัน 5 คน แต่กลับ 3 พร้อมเผยภาพถ่ายสุดท้ายกลายเป็นสั่งลา

13 ก.ค. 2569

รุ่นพี่ผู้รอดชีวิต เล่าทั้งน้ำตา ลางสังหรณ์สุดท้าย ภาพถ่ายหมู่ มา 5 กลับ 3 ระบุอยู่หลัง้าย แต่อยากเต้น จึงย้ายโต๊ะไปหน้าเวที แต่ตัวเองอยากสูบบุหรี่ เดินนอกร้าน จู่ๆ เสียงบึ้มทันที

13 ก.ค.2569 ที่นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ นางสาวอุษา ทัดศรี หรือ "เปิ้ล" อายุ 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตและเป็นรุ่นพี่ของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ปกติเที่ยวที่ร้านแห่งนี้เป็นประจำแทบจะวันเว้นวัน คืนเกิดเหตุตนเองและน้องๆรวมทั้งหมด 5 คน ไปเที่ยวสถานบันเทิงดังกล่าว 

 

ตอนแรกที่มาถึงร้าน ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะโซนหลังสุดของร้าน แต่จู่ๆ ตนอยากเต้นและอยากย้ายไปอยู่โซนด้านหน้า จึงได้พากันย้ายโต๊ะมานั่งที่บริเวณด้านหน้า ซึ่งจุดนั้นอยู่ติดกับเวที และเป็นจุดที่ไฟตกลงมาพอดี

 

นางสาวเปิ้ล ยอมรับว่า  ก่อนเกิดเหตุมีลางสังหรณ์แปลกๆ เพราะคุยโทรศัพท์กับเพื่อนปลายสายที่โทรมา ลักษณะเชิงสั่งลา โดยพูดว่า "เออ เราไปแล้วนะ เราจะไม่มานะ เราไม่อยู่ให้รบกวนแล้วนะ" ซึ่งตอนนั้น "ลี่" น้องผู้ชายในกลุ่มที่เสียชีวิต ยังเอ่ยปากห้ามว่า "ไม่ต้องไป ไปทำไม ไม่ต้องไปหรอก"

 

ผู้รอดชีวิต เล่า มาเที่ยวกัน 5 คน แต่กลับ 3 พร้อมเผยภาพถ่ายสุดท้ายกลายเป็นสั่งลา

หลังจากพูดจบไม่นาน ตนและเพื่อนอีกคนรู้สึกอยากสูบบุหรี่ จึงชวนกันเดินออกไปด้านหน้าประตูร้าน ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายมานั่งโต๊ะด้านหน้าได้ไม่นาน และยังไม่ได้ทันได้ดื่มกินอะไรเลย ซึ่งนาทีที่เดินออกไป กลายเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ตนและเพื่อนอีกคนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด


นางสาวเปิ้ล เล่าต่อว่า ตนสังเกตเห็นความผิดปกติบริเวณหลังคาของร้านว่ามีควันไฟลอยออกมา ขณะนั้นรีบแจ้งการ์ดของร้านว่า "ทำไมควันอะไรออกข้างบน" เมื่อการ์ดวิ่งเข้าไปตรวจสอบยังไม่ทันถึงไหน ก็เกิดเสียงระเบิดดังบึ้มขึ้นมาทันทีและรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นเห็นประกายไฟเริ่มกระพริบและหยดลงมาจากหลังคาบริเวณข้างเวที ก่อนที่ควันดำหนาทึบจะพวยพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว


ตนและเพื่อนพยายามจะวิ่งกลับเข้าไปด้านในร้าน เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนอีก 3 คนที่ยังติดอยู่ข้างใน แต่เนื่องจากความร้อนระอุรุนแรงพุ่งตีกลับออกมา ทำให้ไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้ 
 

ส่วนระบบแจ้งเตือนนั้น ยืนยันว่า ไม่ได้ยิน เนื่องจากตนออกมาอยู่ด้านนอกแล้ว และไม่เคยสังเกตเห็นป้ายหรือประตูหนีไฟมาก่อน ทราบเพียงว่าร้านมีประตูเข้าออกหลัก 2 ทางซ้ายขวาเท่านั้น


หลังจากตั้งสติได้ตนและผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ได้ช่วยกันนำเก้าอี้มาทุบพังกระจกด้านหน้าร้าน เพื่อเปิดทางช่วยคนด้านใน และวิ่งตามหาเพื่อนๆ ทุกประตูด้วยความหวัง จนกระทั่งเวลาผ่านไป จึงได้รับแจ้งข่าวร้ายว่า เพื่อนที่ติดอยู่ภายในร้านเสียชีวิตลงแล้ว 2 ราย คือ “นายลี่” และ “นางสาวไอซ์” ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน มีลูกน้อยด้วยกัน 2 คน ส่วนเพื่อนอีก 1 คนในกลุ่ม ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

 

นางสาวอุษา เล่าด้วยน้ำตาว่า ตนได้ไปเฝ้ารอร่างของน้องๆ ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเวลาเกือบ 06.00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่เข็นร่างของน้องออกมา ตนจำได้ทันทีว่าเป็นน้องของตนเอง จึงวิ่งตามไปเจ้าหน้าที่เตรียมจะปั๊มหัวใจทำ CPR 

 


"หนูสติแตกเลย มันต่อหน้าหนู หนูบอกปั๊มให้หนูหน่อยก็ได้ ปั๊มให้หนูเห็น หนูบอกน้องหนูมาแล้วๆ แต่เขาไม่ยอมปั๊ม เขาวางแล้วเอาผ้าขาวมาคลุมเรียงกันตรงนั้น หนูสติแตกหมดเลย น้ำตามันหมดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ในฐานะพี่คนโตที่พาน้องไปเที่ยวแล้วเกิดเหตุแบบนี้ มันพูดไม่ถูกเลย" นางสาวอุษา กล่าว

 

นางสาวอุษา ระบุว่า สภาพศพน้องทั้ง 2 คน ภายนอกดูเหมือนคนนอนหลับธรรมดาและไม่มีรอยไหม้ตามร่างกาย สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด คือ ก่อนเกิดเหตุไม่กี่นาที ทุกคนในกลุ่มเพิ่งจะพากันถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นครั้งแรก กลายเป็นภาพสุดท้ายและภาพสั่งลาของน้องๆ ทั้ง 2 คน หลังจากนี้จะดำเนินการเก็บข้าวของเครื่องใช้ของน้องและเตรียมรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป