
"ทนายพัฒน์" เปิดข้อกฎหมาย "เมียหลวง" โพสต์คลิป "สามี" กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น
ทนายพัฒน์ เปิดข้อกฎหมาย "เมียหลวง" โพสต์คลิป "สามี" กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น เข้าข่ายกระทำความผิดอะไรบ้าง? แล้วสามีกับ "หญิงที่มีเพศสัมพันธ์" จะรอดไหม?
กรณีที่ภริยาหลวงโพสต์คลิปในขณะที่สามีของตนเองกำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น มาดูในส่วนของภริยาที่อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิด ดังต่อไปนี้
- (1) อาจเป็นความผิดฐานนำเข้าสู่ข้อความคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชานอาจจะเข้าถึงได้ เพราะการโพสต์คลิปย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปเห็นและเข้าไปดูได้โดยสภาพ อันเป็นความตาม มาตรา 14 (4) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560) มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- (2) อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยการที่ภริยากล่าวในทำนองว่าหญิงคนดังกล่าวเป็นชู้หรือมีอะไรกันกับสามีของตนเองนั้น ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงของการพูดสนทนาโต้ตอบ ย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปที่เห็นคลิปวีดีโอและได้ยินเสียง เข้าใจไปได้ว่าหญิงคนดังกล่าวนั้นมีชู้หรือเป็นชู้กับสามีของผู้อื่น การกล่าวด้วยคำพูดอย่างนั้นย่อมเข้าลักษณะของการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม มาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
- (3) การคลิปในขณะที่หญิงกำลังกำลังโป๊เปลือยกับสามีของตนเองนั้น อาจจะทำให้หญิงคนดังกล่าวได้รับความอับอายได้ หรือได้รับความเดือดร้อนรำคาญได้ การกระทำของภริยา อาจเข้าข่ายเป็นความผิด ตามมาตรา 347 (ทำให้อับอายและเดือดร้อนรำคาญ) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท (ลหุโทษ)
- (4) การลงคลิปหญิงในขณะโป๊เปลือยกับสามีนั้น อาจจะทำให้หญิงคนดังกล่าวถูกดูถูกดูแคลน ถูกเหยียดหยาม ถูกดูหมิ่นได้ ย่อมเข้าข่ายเป็นความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ตามมาตรา 3๙3 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
**** เรื่องนี้ไม่เข้ากฎหมาย pdpa เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2557
“จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ร่วมและเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน เพียงแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมในลักษณะดังกล่าวก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมแก่บุคคลที่สาม”
สำหรับ “ข้อต่อสู้ของภริยา” ก็มีเช่นกัน เพราะการกระทำของภริยานั้น ในฐานะของภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีสิทธิหวงแหนสามีของตนเองได้ เมื่อพบกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าไม่ได้ไม่ทันได้คิดตระเตรียมการมาก่อนว่าจะต้องมาเจอกับเหตุการณ์ที่สามีของตนเองกำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น การที่ภริยาลงคลิปทันทีจึงเป็นการกระทำไปด้วยความหึงหวง หวงแหน ความโกรธ ซึ่งนับว่าเป็นความรู้สึกที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับภริยาทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว การลงคลิปจึงอาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ เพียงแต่ต้องการ “เก็บภาพต่าง ๆ ไว้เป็นพยานหลักฐาน” และอาจจะไม่ทันได้คิดถึงวิธีการอื่น จึงใช้วิธีไลฟ์สดทาง facebook ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวกที่สุดและสามารถบันทึกไว้เป็นพยานหลักฐานได้ทันที
- การกระทำของภริยานั้น เข้าลักษณะที่อาจจะได้ประโยชน์จากกฎหมาย
คือ เข้าข่ายเป็นการกระทำ “บันดาลโทสะ” เพราะเป็นตนเองเป็นภริยา เห็นสามีของตนเองกำลับมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น และสถานที่เกิดเหตุก็เป็นห้องของสามีของตนเอง ย่อมเกิดความรู้สึกว่าตนเองถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงทำการไลฟ์สดเพื่อเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานและเพื่อให้หยุดการกระทำ ซึ่งถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของภริยาเป็นการกระทำไปเพราะบันดาลโทสะ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ ตาม มาตรา 72 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5486/2560
“จำเลยเห็นผู้ตายขณะมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลย จึงเข้าไปชกต่อยต่อสู้กับผู้ตาย เมื่อจำเลยเพลี่ยงพล้ำ ภริยาจำเลยและผู้ตายรีบสวมใส่กางเกง แล้วภริยาจำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์และเรียกผู้ตายขึ้นรถ ผู้ตายก็รีบวิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ภริยาจำเลยขับออกไป ดังนี้ ภยันอันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งตามไปทันทีแล้วใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนได้ แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จำเลยเห็นผู้ตายมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลย ถือได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ”
และนอกจากนี้ ภริยายังสามารถฟ้องหย่ากับสามี เรียกค่าทดแทน + ค่าอุปการะเลี้ยงดู + ค่าเลี้ยงชีพ จากสามีได้ แต่จะต้องฟ้องหย่าเท่านั้น ห้ามหย่ากันเอง
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557 “ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ดังนั้น การที่โจทก์จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยได้จึงต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์และ น. หย่ากันและเหตุที่ น. อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยฉันภริยา มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับจำเลยเป็นอาจิณ เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับ น. หย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมต่อศาล แม้ศาลมีคำพิพากษาตามยอม การทำสัญญาประนีประนอมกันนั้นหาใช่การที่คู่ความยอมรับตามคำฟ้องและคำให้การกันไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากัน”
สำหรับความผิดของ “หญิงที่มีเพศสัมพันธ์”
ถ้าหญิงคนดังกล่าว “รู้” หรือ “ควรรู้” ได้ว่า ชายคนดังกล่าวที่ตนเองมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้น มีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว เช่น รู้ว่ามีภริยาแต่แยกกันอยู่ หรือภายในห้องนอนมีรูปภาพของครอบครัว เป็นต้น กรณีแบบนี้อาจจะถือว่า หญิงคนดังกล่าว รู้หรือควรรู้ว่าชายนั้นมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าเข้าลักษณะแบบนี้ ก็จะถือว่าหญิงคนดังกล่าวทำผิดฐาน “ล่วงเกินสามีของผู้อื่นในทำนองชู้สาวหรือแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของผู้อื่น ” อันเป็นความผิดทางแพ่ง ตาม มาตรา 1523 วรรคสอง แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่หากหญิงคนดังกล่าวไม่รู้หรือไม่อาจจะรู้ได้เลย ก็จะไม่เป็นความผิดและไม่ต้องรับผิดตาม มาตรา 1523 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568 “การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน”
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247 - 3248/2568 “แม้จำเลยที่ 2 จะละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง”
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 “จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง”
สำหรับ “ผู้ชาย” นั้น
ถือว่าผู้ชายรู้อยู่แล้วว่าตนเองมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ การไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น ย่อมทำให้ภริยาของชายฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากชายซึ่งเป็นสามีได้ เพราะเข้าลักษณะเหตุฟ้องหย่า และเข้าลักษณะการเรียกค่าทดแทนในคดีฟ้องหย่า ตามมาตรา 1516 (๑) และมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมาแพ่งและพาณิชย์
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565 “การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1)”
และนอกจากนี้ “ชายซึ่งเป็นสามี” เมื่อถูกฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนแล้ว ก็ยังอาจจะถูกภริยาฟ้องเรียก “ค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาหรือค่าเลี้ยงชีพภริยา” ได้เช่นกัน
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3122/2564 “จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาวซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประเด็นเรื่องค่าทดแทนและค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท และมีสิทธิให้จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพได้”
ฝ่ายภริยาฟ้องได้ในทางแพ่ง คือ
- ๑. ฟ้องหย่าสามีและฟ้องหญิงอื่นเพื่อเรียกค่าทดแทนได้
- ๒. ฟ้องแบ่งสินสมรสได้
- ๓. ฟ้องเรื่องอำนาจปกครองบุตรได้
- ๔. ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้
- ๕. ฟ้องค่าเลี้ยงชีพได้
ทั้งนี้ การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่ครบถ้วนตลอดทั้งข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนเช่นกัน และคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดเท่านั้นที่จะมีวินิจฉัยว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่ผิดหรือถูกครับ



