
ปรับครม.สวนความรู้สึก
การแก้ไขปัญหาการเมืองของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในระยะสั้นคงผ่านไปได้ด้วยดี
หลังจากเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลต้องทุ่มเทกับการแก้ปัญหาการเมืองทั้งในและนอกสภา จนแทบจะไม่มีเวลาบริหารประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่หลายๆ ประเทศกำลังเผชิญ
การปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ 8 ตำแหน่ง และในวันจันทร์นี้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" เตรียมนำ "รัฐมนตรีใหม่ทั้ง 8 คน" เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ
ส่วน "คณะรัฐมนตรีชุดใหม่" จะทำให้รัฐบาลอยู่ได้นานเพียงใดไม่สำคัญ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับปัจจัยและตัวแปรในรัฐบาลด้วยกันเอง เพราะรัฐบาลในวันนี้ ซึ่งมีหลายกลุ่มหลายก๊วนแต่วันหน้าอาจปรับเปลี่ยนได้ตลอด
วันนี้จับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แต่ครั้งหน้าอาจไม่ใช่ ดังนั้นอย่าหวังคำมั่นสัญญาจากนักการเมือง
โดยเฉพาะคำมั่นสัญญาพรรคการเมืองขนาดกลางปรับเปลี่ยนได้เสมอ เพราะมักถือว่าพรรคตัวเองเป็นตัวแปรหรือพรรคทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาล
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สาเหตุของการ "ยุบสภา" เกิดจากความแตกแยกกันเองภายในรัฐบาลและการรัฐประหารไม่ใช่เกิดจากการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
และที่มองข้ามไม่ได้คือ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของศาลในเดือนมิถุนายนนี้
รวมทั้งเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกองทัพในเดือนตุลาคมนี้ ที่อาจจะเกิดเหตุความขัดแย้งภายในกองทัพจนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นก็เป็นได้
นอกจากนี้ยังปัญหาเรื่อง "คนเสื้อแดง" ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่รอวันจะออกมาปฏิบัติการอีกครั้ง รอเพียงหาคนมาเป็น "แกนนำ" เท่านั้น ถือเป็นจุดเสี่ยงที่สามารถปะทุขึ้นได้
และอาจเป็นไปได้ว่าถ้ามีการปราบปรามขึ้นอีกครั้งโดยใช้กำลังทหาร การปราบครั้งนี้อาจไม่ใช่ปราบเพื่อคืนอำนาจให้รัฐบาล แต่อาจจะกุมอำนาจไว้เอง
จะเห็นได้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มีหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีที่สวนกระแสความรู้สึกของสังคม
เพราะคนที่ถูกปรับออกไม่ใช่รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่าง "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" รมว.มหาดไทย ไม่ใช่ "โสภณ ซารัมย์" รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีจาก "พรรคภูมิใจไทย"
แต่ส่วนใหญ่กลับเป็น "รัฐมนตรี" จากพรรคประชาธิปัตย์ และ "บางกลุ่ม" ในพรรคเพื่อแผ่นดินที่ "ลงมติ" ไม่ไว้วางใจ "ชวรัตน์ และโสภณ"
ถือเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีที่เกิดจากความแตกแยกระหว่าง "พรรคภูมิใจไทย" กับ "บางกลุ่ม" ในพรรคเพื่อแผ่นดิน
แต่ "รัฐมนตรี" ของพรรคประชาธิปัตย์โดนหางเลขไปด้วย
ทาง "เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ถือโอกาสปรับตำแหน่งภายใน เนื่องจากมี ส.ส.รอคิวนั่งเก้าอี้นี้หลายคน
ดังนั้น "ตำแหน่งรัฐมนตรี" ของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนสมบัติผลัดกันชม เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคหลังจากมี ส.ส.ไม่พอใจการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล
การปรับรัฐมนตรีครั้งนี้แสดงให้เห็น "ความชัดเจน" ในรัฐบาลหลายเรื่อง
สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย คือ พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทย เหนือพรรคเพื่อแผ่นดิน
เพราะแทนที่จะปรับ "รัฐมนตรี" ในพรรคภูมิใจไทยอย่าง "ชวรัตน์หรือโสภณ" ที่ถูกลงมติว่ามีพฤติกรรมการบริหารงานส่อทุจริตให้พ้นจากตำแหน่งกลับยังนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่สนกระแสสังคมที่ถือเป็นเป็นการปรับที่สวนกระแสและสวนความรู้สึกของประชาชน
ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลบางกลุ่มที่ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีกลับถูกปรับออกจากการร่วมรัฐบาล รวมไปถึง "รัฐมนตรี" ที่สังกัดในกลุ่มด้วย โดยอ้างว่าผิดมารยาททางการเมือง
ทั้งที่รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนเปิด ส.ส.มีอิสระในการลงมติไม่ใช่โหวตตามเหตุผลของรัฐบาลที่ยึดมารยาทและประเพณี หรือคำสั่งของพรรคโดยไม่คำนึงถึงสิทธิ ส.ส.จนเกิดความขัดแย้งขึ้น
ดังนั้นการปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้รัฐบาลต้องก้าวให้พ้นข้อครหาที่ว่าปรับเพื่อประคับประคองผลประโยชน์ในรัฐบาลมากกว่าจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ
หรืออีกนัยหนึ่งก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า "รัฐบาลอภิสิทธิ์" พรรคการเมืองพรรคไหนกันแน่ที่มีบทบาทในการบริหารงานมากกว่าระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่าง "สุเทพ" กับ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคภูมิใจไทย
หลังจากนี้ "สุเทพ" ในฐานะ "แม่บ้านรัฐบาล" ต้องทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะการควบคุมเสียง ส.ส.ในสภาหลังจากการปรับคณะรัฐมนตรี ทำให้เสียงของรัฐบาลในสภามีน้อยลงกว่าเดิม
การประคับประคองให้เสียงในสภาผ่านกฎหมายได้เป็นเรื่องสำคัญ "วิปรัฐบาล" ต้องควบคุมเสียงให้ได้ เพื่อผ่านกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่รอการพิจารณาและเตรียมนำเข้าพิจารณา
โดยเฉพาะ "พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554" ถือเป็นกฎหมายสำคัญ
หลังจากกฎหมายสำคัญหลายฉบับผ่านสภาหลายคนเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่อยู่ครบเทอม น่าจะมีการยุบสภาก่อน
และการยุบสภาครั้งนี้สังเกตให้ดีจะมีการบวก-ลบ ไม่ให้ตรงกับนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 หลุดพ้นจากการถูกจองจำทางการเมือง เพื่อสกัดการเล่นการเมืองอย่างน้อยก็อีกหนึ่งสมัย!



