ข่าว

จับสัญญาณแดงเชียงใหม่"ปล่อยข่าวลวง ทวงมวลชนคืน"

จับสัญญาณแดงเชียงใหม่"ปล่อยข่าวลวง ทวงมวลชนคืน"

07 มิ.ย. 2553

เหตุบึ้มประทัดยักษ์ป่วนถนนคนเดินกลางเมืองเชียงใหม่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะไม่ปรากฏความเสียหายด้านทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้คนได้รับบาดเจ็บล้มตาย แต่กลับส่งผลต่อสภาพจิตใจ โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้าแม่ค้านับพันรายบนถนนคนเดิน

ที่ต้องขาดรายได้จากการปิดพื้นที่ขายของภายใต้ประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงชาวเชียงใหม่อีกไม่น้อยที่เพิ่งจะมีรอยยิ้มจากบรรยากาศความสงบสุขของบ้านเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

 เหตุที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงยังไม่ยอมรามือ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะถูกกดดันจากทหารอย่างหนัก แต่คนเหล่านี้ก็ยังต้องการแสดงศักยภาพและส่งสัญญาณไปถึงฝ่ายรัฐ ถึงความมีอยู่ของพวกเขา ไม่ได้ล้มหายตายจากไปพร้อมกับการชุมนุมของ นปช.แต่ยังคงเคลื่อนไหวเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา 

 หน่วยข่าวด้านความมั่นคง ระบุว่า นับตั้งแต่ "อาฟเตอร์ช็อก" ที่ปรากฏในรูปแบบการเผาบ้านเผาเมืองในคืนวันที่ 19 พฤษภาคม เป็นต้นมา ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงใน จ.เชียงใหม่ ค่อยๆ ลดลง กระทั่งสงบนิ่งไปในเวลานี้ นั่นเป็นเพราะอำนาจทหารและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอยู่ในมืออย่างเต็มที่ในการจัดการผู้ฝ่าฝืน

 อีกปัจจัยสำคัญที่เสื้อแดงเชียงใหม่หยุดการเคลื่อนไหวมาจากการขาดไร้ซึ่งแกนนำ โดยเฉพาะนายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล และ น.ส.กัญญาภัคร มณีจักร สองแกนนำคนสำคัญของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ผ่านมาแกนนำทั้งสองมีบทบาทในการระดมมวลชน และกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดง ก่อนหน้านี้แม้จะถูกออกหมายจับคนละเกือบ 20 คดี ในท้องที่ จ.เชียงใหม่และลำพูน แต่การเคลื่อนไหวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

 อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกออกหมายจับในช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่าทั้งสองรวมทั้งดีเจรวม 5 คน ได้หลบหนี และไม่มีใครพบตัวอีกเลยจนถึงทุกวันนี้

 ขณะที่ "วิทยุชุมชน" ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และอีกหลายสถานีที่เคยใช้เป็นกระบอกเสียงสำคัญยังถูก "สั่งปิด" ไปแล้วทั้งหมด ทำให้ยากต่อการปลุกระดม หรือส่งข้อมูลข่าวสารของคนเสื้อแดง ส่วนกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ที่นิยมความรุนแรงร่วม 20 คน ที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศจะดับเครื่องชนถูกออกหมายจับในคดีบุกเผาบ้านพักปลัดจังหวัดในจวนผู้ว่าราชการจังหวัด เผารถดับเพลิงและป้อมตำรวจจราจร ทำให้มวลสมาชิกที่เหลืออยู่ต้องเคว้งคว้างไร้หลักยึด จนหลายคนจำใจกลับบ้านด้วยความชอกช้ำในความพ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์

 ประเด็นสำคัญที่สุด คือ "ท่อน้ำเลี้ยง" ที่ถูกปิดก๊อกต้นทางไปชั่วคราว หลังเครือข่ายหลายคนถูก ศอฉ.ขึ้นบัญชีดำอายัดทรัพย์สิน ส่วนนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่คอยเป็นเครือข่ายโยกย้ายเงินทุนเข้าถึงรากหญ้าในแต่ละชุมชนหมู่บ้านก็ยังไม่กล้าขยับตัว เคลื่อนไหวให้สะดุดตา

 ปัจจัยทั้งหมดนี้จึงส่งผลให้การรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ต้องสิ้นสุดลงไปโดยปริยาย

 แม้ความเคลื่อนไหวที่เงียบหายไปในตอนนี้ อาจดูไม่ต่างกับมดแตกรัง กระจัดกระจายไร้ทิศทาง แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงในส่วนของทหารและตำรวจสันติบาล เชื่อว่าแกนนำหลายคนยังมีบทบาทในการกำหนดทิศทางอย่างลับๆ และอีกไม่นานพวกเขาจะรวมตัวและกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามสถานการณ์ จากปฏิบัติการที่เคยรวมตัวชุมนุมก่อความวุ่นวายอย่างไม่เกรงอาญาแผ่นดิน เปลี่ยนมาเป็นการเคลื่อนไหวใต้ดินตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

 ยุทธศาสตร์ "ปล่อยข่าวลวง ทวงมวลชนคืน" จะถูกนำมาใช้ จะมีการปล่อยข่าวลือข่าวลวง โดยยกการสลายชุมนุมและให้ร้ายสถาบันเบื้องสูงอย่างต่อเนื่อง โหมกระพือสร้างความเกลียดชังต่อรัฐบาลและสถาบันอย่างเป็นระบบ ก่อนจะเริ่มกระชับมวลชนเรียกสมาชิกที่เคยเสียรังวัดกลับมาให้เหนียวแน่น แปรสภาพเป็นกองทัพประชาชนตามขั้นตอน

 โดยเริ่มจากพื้นที่ชนบทก่อนและโอบกระชับเข้าสู่เมือง ทั้งหมดนี้ถูกดำเนินการภายใต้ทีมงานมืออาชีพ ที่มีผู้บัญชาการสำคัญเป็นถึงอดีตนักการเมือง ระดับอดีตรัฐมนตรีที่มีข่าวว่าเคลื่อนไหวใต้ดินมานานหลายปี และทั้งหมดนี้แดงใต้ดินต้องเร่งดำเนินการ เพื่อต่อท่อน้ำเลี้ยงคืนมาโดยเร็วที่สุด

 ฝั่งรัฐบาลเองต้องการตีงูให้ตายต้องใช้จังหวะนี้งัดไม้แข็ง ใช้ความเด็ดขาดตามลงไปจัดการคู่กรณีถึงใต้ดิน ควบคู่ไปกับแผนปรองดองแห่งชาติ แต่หากรัฐบาลไร้ศักยภาพทั้งบนดินและใต้ดิน อีกไม่ช้า "กองทัพสีแดง" จะเริ่มผุดจากชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาค อย่างน่ากลัว เมื่อถึงเวลานั้นแล้วรัฐบาลคงจะเอาไม่อยู่เหมือนตอนนี้

 ทั้งหมดนี้จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า เหตุใดจังหวัดเชียงใหม่จึงคงอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่บรรยากาศบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบสุขมานานกว่าสัปดาห์แล้ว

 เอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์