
ปรับ ครม.แล้วประชาชนได้อะไรบ้าง?
ฮ่า...ประเด็นเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแต่ว่าสังคมจะให้ความสนใจประเด็นที่เกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือสนใจประเด็นการปรับ ครม.กันแน่
อย่าลืมว่าเรื่องที่มีการพูดถึงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นมีประเด็นใหญ่ๆ อยู่อย่างน้อยสองสามเรื่อง
หนึ่ง คือเรื่องราวที่ค้างคามาโดยตลอด คือข้อกล่าวหาเก่าๆ ที่รัฐบาลเผชิญอยู่ อาทิเรื่องคุณสมบัติของนายกฯ และรัฐมนตรีบางท่าน รวมทั้งเรื่องของผลงานการบริหารราชการแผ่นดิน
สอง คือเรื่องราวที่สังคมสนใจเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ เรื่องของการสลายการชุมนุมของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องของข้อมูลและข้อกล่าวหาต่างๆ ที่พรรคฝ่ายค้านนำมาเสนอ ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทำได้อย่างจำกัด
สาม คือเรื่องที่สังคมไม่ได้ให้น้ำหนักตั้งแต่แรก แต่กลายเป็นเรื่องที่เริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือการทุจริตคอรัปชั่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในคณะรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องที่น่าสนใจนั้นมีอยู่สองเรื่อง ข้อกล่าวหาที่มีต่อพฤติกรรมของนายสุเทพและครอบครัวในเรื่องการครอบครองที่ดิน และข้อกล่าวหาที่มีต่อรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยทั้งสองกรณี ที่ล้วนเกี่ยวพันกับลักษณะของการคอรัปชั่นในแบบเอื้อประโยชน์ทั้งสิ้น
แต่ทั้งนี้การพิจารณาเรื่องนี้จะต้องใคร่ครวญให้ดี ในแง่ที่ว่าสิ่งที่พูดในสภานั้นเป็นข้อกล่าวหา ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบต่ออย่างเข้มข้นของสาธารณชน โดยเฉพาะสื่อที่จะต้องทำหน้าที่ต่อไป
ทีนี้เมื่อมาถึงเรื่องของการปรับ ครม.นั้นเราก็จะต้องใคร่ครวญให้ดีเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่ากระแสของการปรับ ครม.นั้นมีขึ้นมาตั้งแต่ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว แต่ในช่วงนั้นสังคมอาจจะไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
แต่ในภาพรวมนั้น ก็นับว่าการวางหมากเรื่องของการปรับ ครม.ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ของนายกอภิสิทธิ์นั้นมีจังหวะที่ดี เนื่องจากเป็นการสร้างภาพกับสื่อว่าตัวนายกรัฐมนตรีเองในฐานะหัวหน้ารัฐบาลนั้นสนใจที่จะตอบสนองต่อการตรวจสอบของสังคม (แต่อย่าลืมว่าตัวนายกฯ เองก็ถูกกล่าวหา และกดดันจากสังคมอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมเช่นกัน)
กระนั้นก็ตาม ข่าวการปรับ ครม. (อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทางนายกรัฐมนตรี ในแง่ที่ว่าบทความนี้เขียนก่อนการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ อย่างเป็นทางการ) ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นอกเหนือไปจากข้อกังขาของสังคมว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี และหัวหน้ารัฐบาลนั้นจะมีอำนาจในการตัดสินใจในการปรับคณะรัฐมนตรีได้มากแค่ไหน เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลผสมที่มีผู้จัดการรัฐบาลหลายคน
รวมทั้งข้อกังขาที่ว่า ทำไมการปรับ ครม.ครั้งนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเอาเสียเลย อาทิ ตำแหน่งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ที่ถูกกังขา ซึ่งเรื่องนี้คือเรื่องที่สื่อมวลชนคงจะต้องติดตามต่อไป
แต่เรื่องที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมก็คือ ตำแหน่งที่มีการปรับ ครม.ในครั้งนี้จะส่งผลกระทบถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเองก็ยอมรับว่าการแก้ปัญหาในประเทศนั้นไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องของการกล่าวหาเรื่องการก่อการร้าย แต่หมายถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่เกี่ยวพันกับกระทรวงหลักซึ่งไม่ได้อยู่ในมือของพรรคประชาธิปัตย์เท่าไหร่ ยกเว้นในกรณีของการควบคุมกองทุนต่างๆ ในการกู้ยืมเงิน
เห็นจะมีแต่ข่าวที่สำคัญว่า ตำแหน่งรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีกระทรวงไอซีที (ซึ่งเป็นของพรรคอื่นที่ประชาธิปไตยขอคืนมา) ที่ได้จะมีการปรับ ซึ่งย่อมเกี่ยวพันกับเรื่องของการจัดการเรื่องการประชาสัมพันธ์ของรัฐ และการจัดการกับเว็บไซต์ที่รัฐบาลเห็นว่าไม่เหมาะสม
เอาล่ะครับ เรื่องนี้ถ้าจะตอบง่ายๆ ว่าปรับ ครม.นั้นประชาชนได้อะไรบ้าง คำตอบก็คือได้รัฐมนตรีใหม่
แต่ถ้าจะถามว่าประชาชนได้อะไรจริงๆ จากการปรับ ครม.หรือไม่ คงต้องติดตามตรวจสอบกันต่อไปนั่นแหละครับ



