ข่าว

สิงคโปร์กับไทย

สิงคโปร์กับไทย

07 มิ.ย. 2553

ในหนังสือ “ทวนอดีต” ของ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จัดพิมพ์โดย สนพ.แสงดาว เมื่อ พ.ศ. 2551 ท่านผู้ประพันธ์ได้เล่าเรื่องการก่อกำเนิดและการสร้างประเทศสิงคโปร์ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งผมใคร่ขออนุญาตนำมาเล่าต่อให้ท่านที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ฟังพอเป็นสังเขป

 สิงคโปร์แต่เดิมเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่ปราศจากความเจริญ ภูมิประเทศเป็นป่ารกและที่ลุ่มซึ่งเต็มไปด้วยหนองน้ำ มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 200 คน จนกระทั่ง พ.ศ. 2362 ทอมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ นักสำรวจและนักธุรกิจชาวอังกฤษได้เดินทางมาถึงเกาะแห่งนี้ และพัฒนาจนมีความเจริญขึ้น เนื่องจากแรฟฟิลส์มองเห็นทรัพยากรสิ่งเดียวที่สิงคโปร์มีอยู่ นั่นก็คือการเป็นท่าเรือน้ำลึกโดยธรรมชาติที่เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้ และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งหากอังกฤษยึดครองสิงคโปร์และปีนัง (ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นของไทยเราอยู่)ได้ ก็เท่ากับสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้ ความสำคัญของสิงคโปร์จึงมีทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะเรือทุกลำจากอินเดียที่จะไปตะวันออกไกลจะต้องผ่านสิงคโปร์ เว้นเสียแต่มีการขุดคลองทางตอนใต้ของประเทศไทย เหนือช่องแคบมะละกา

 เมื่อสิงคโปร์เริ่มเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้น ก็มีชาวจีนทั้งจากมลายูและเมืองจีนอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเองก็ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ เพราะต้องการทำให้สิงคโปร์เป็นชุมชนชาวจีนเพื่อถ่วงดุลกับชาวมลายู เพื่อป้องกันมิให้มลายูเรียกร้องสิงคโปร์กลับคืนในอนาคต และต่อมาก็มีการนำแรงงานชาวทมิฬจากอินเดียตอนใต้เข้ามาในสิงคโปร์ด้วย

 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษยินยอมให้ประชาธิปไตยฟักตัวในสิงคโปร์ และพรรคพีเพิลส์ แอ็กชั่น หรือ พีเอพี ของนายลี กวนยู กับเพื่อนๆ ก็เข้ามามีบทบาททางการเมือง ตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติของสิงคโปร์ครั้งแรก ใน พ.ศ.2498 และครองอำนาจสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์ซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สามารถมีความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ ก็เนื่องมาจาก “คุณภาพ” ของบุคคลซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ และสาเหตุที่ทำให้พรรคพีเอพีสามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ก็เนื่องมาจาก “เคล็ดลับ” ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของบุคคลชั้นนำของประเทศ 4 ประการ ได้แก่

 (1) มีสติปัญญา และใช้สติปัญญาที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม
 (2) มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเอง, ต่อกันและกันระหว่างผู้ร่วมงาน และต่อประเทศชาติ
 (3) มีความตั้งใจทำงานกันจริงๆ โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก และให้ความเอาใจใส่ในทุกแง่ทุกมุมของงานในความรับผิดชอบ และพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และ

 (4) คณะบุคคลที่ร่วมงานกันมาไม่เคยแตกแยกกัน, ไม่แก่งแย่งชิงดีกัน และไม่บ่อนทำลายกัน
 นอกจากนั้นก็ยังอาจกล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดคิดหาผลประโยชน์ใส่ตน ซึ่งทำให้ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่ขัดแย้งกัน
 จากการวิเคราะห์ของ ดร.วิชิตวงศ์ ข้างต้น คงทำให้เราทราบถึงเหตุที่ทำให้สิงคโปร์ก้าวหน้าไปไกลสุดกู่ และในมุมกลับกันก็คงจะทำให้ทราบถึงเหตุที่ประเทศไทยของเรายังต้วมเตี้ยมเตาะแตะอยู่อย่างนี้