
"ศุภโชติ" ซัดรัฐบาลกู้เงิน 2 แสนล้านแก้ค่าไฟแฝง “ไม่ฉลาด”
"ศุภโชติ" พรรคประชาชน ฟาดเจ็บรัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ปัญหาไฟสาธารณะ จวกยับวิธี "ไม่ฉลาด" แนะเปลี่ยนหลอด LED-โซลาร์เซลล์รัฐ
กรณีที่รัฐบาลเตรียมแก้ปัญหา "ค่าไฟแฝง" หรือ ค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกผลักภาระมาอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน โดยมีสัญญาณว่าอาจใช้เงินกู้กว่า 200,000 ล้านบาทเพื่อนำไปทำโครงการเปลี่ยนหลอดไฟ LED และติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้หน่วยงานรัฐ
30 มิ.ย. 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า หากรัฐบาลเลือกแก้ปัญหานี้ด้วยการกู้เงินจริง ต้องบอกตรงๆ ว่าถือเป็นวิธีการที่ "ไม่ฉลาด" อย่างยิ่ง
ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่ประเทศไม่มีเงินลงทุน แต่เกิดจากการที่รัฐบาลไม่ยอมพิจารณาเครื่องมืออื่นที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่เพิ่มภาระหนี้ให้ประชาชน จนท้ายที่สุดอาจทำให้สังคมตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังปูทางไปสู่การทุจริตผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านพลังงานล็อตใหญ่หรือไม่ เพราะหากพิจารณาในรายละเอียด ประเทศมีทางออกที่ดีกว่าการกู้เงินอย่างชัดเจน ได้แก่
1. การเปลี่ยนหลอดไฟสาธารณะเป็นหลอด LED: รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินแม้แต่บาทเดียว เพราะสามารถดึงเงินจาก "กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน" ซึ่งปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่ถึง 17,000 ล้านบาท มาใช้ได้ทันที กองทุนนี้มีเป้าหมายโดยตรงในการสนับสนุนโครงการลดการใช้พลังงานอยู่แล้ว เป็นมาตรการพื้นฐานที่ต้นทุนไม่สูงและคืนทุนเร็ว
2. การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟหน่วยงานรัฐ: รัฐบาลสามารถใช้กลไก ESCO Model โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบให้ก่อน แล้วรับผลตอบแทนจากส่วนแบ่งค่าไฟที่ประหยัดได้ วิธีนี้ช่วยให้รัฐไม่ต้องควักกระเป๋าลงทุนด้วยงบประมาณของตนเอง ไม่ต้องสร้างหนี้สาธารณะเพิ่ม และยังสามารถเร่งรัดการลงทุนได้เร็วกว่าการรอเบิกจ่ายวงเงินงบประมาณจากภาครัฐ
นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่จะพูดถึงการเอาเงินกู้มาโปะ รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาค่าไฟสาธารณะที่ต้นตอ ด้วยการติดมิเตอร์และแยกบัญชีให้เร็วที่สุด เพื่อแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ความสูญเสียทางเทคนิค” (Technical Loss) ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าที่สูญเสียไปตามธรรมชาติในกระบวนการส่งและจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งหรือหม้อแปลง ออกจาก “การสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเทคนิค” (Non-Technical Loss) เช่น การลักลอบต่อสายตรงเพื่อขโมยใช้ไฟ การใช้ไฟโดยไม่มีมิเตอร์ หรือความผิดพลาดในระบบบิลลิ่ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
นอกจากนี้ยังต้องแยก “ค่าไฟสาธารณะแท้” เช่น ไฟทางหลวง ที่ต้องหาจุดร่วมกันว่าจะเก็บจากผู้ใช้ไฟหรือผู้เสียภาษี ออกจาก “ค่าไฟสาธารณะเทียม” โดยเฉพาะภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มักนำค่าใช้จ่ายอื่นไปรวมไว้ ซึ่งส่วนนี้ควรให้หน่วยงานผู้ใช้ไฟรับผิดชอบเองเพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน
ในตอนท้าย ศุภโชติตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เรื่อง "ค่าไฟแฝง" กลายเป็นการเบี่ยงประเด็นจากต้นตอที่ใหญ่กว่าของปัญหาค่าไฟแพง เพราะนอกจากค่าไฟสาธารณะแล้ว ประชาชนยังต้องแบกรับค่าไฟแฝงก้อนใหญ่กว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นค่าความพร้อมจ่าย (AP) หรือสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่แพงเกินจริงอย่าง Adder
"หากรัฐบาลต้องการลดค่าไฟให้ประชาชนอย่างแท้จริง ควรเริ่มจากการแก้ที่โครงสร้างพลังงานและจัดการต้นทุนส่วนเกินที่เอื้อกลุ่มทุนเหล่านี้ก่อน ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการกู้เงินเพิ่มแล้วผลักภาระกลับมาที่ประชาชนในอนาคตแบบนี้" ศุภโชติกล่าวทิ้งท้าย



