ข่าว

ศิริโชค โสภา:"ถ้าได้มาอยู่กับนายกฯตลอด2เดือนจะรู้เลยว่าถ้าคนจิตไม่แข็งพอก็อยู่ยากนะ"

ศิริโชค โสภา:"ถ้าได้มาอยู่กับนายกฯตลอด2เดือนจะรู้เลยว่าถ้าคนจิตไม่แข็งพอก็อยู่ยากนะ"

07 มิ.ย. 2553

ช่วงเวลากว่า 60 วัน หลังกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เปิดเวทีตั้งแต่ที่สะพานผ่านฟ้าฯ จนถึงสี่แยกราชประสงค์ จนจบลงที่การเสียชีวิตของคนจำนวน 88 ศพ บาดเจ็บอีกนับพัน

และแกนนำประกาศสลายการชุมนุมยอมมอบตัว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจแก้ปัญหาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีใครบ้างที่เป็นกุนซือ และฟังคำบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.)  จากบุคคลซึ่งอาจนับได้ว่าใกล้ชิด จนเคยได้รับสมญานามจากนักข่าวมาว่าเป็นวอลล์เปเปอร์ของนายกรัฐมนตรีมาแล้ว

 นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เล่าถึงการใช้ชีวิตใน ร.11 รอ. ในช่วงเวลาดังกล่าวว่า ชีวิตประจำวันคือนอนดึก ตีสองตีสาม ตื่นหกโมงเช้า มีการประชุมหารือ ติดตามสถานการณ์ แล้วแต่ช่วง บางครั้งนายกฯ อาจวิตก โดยเฉพาะเวลามีการสูญเสีย จะเห็นได้ชัดว่านายกฯ ไม่สบายใจที่มีการสูญเสีย แต่ก็ยอมรับว่ามันมากับหน้าที่การเป็นผู้นำที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นายกฯ จะทำงานหนักจนประมาณตีสอง ถึงจะมีเวลาคุยกับครอบครัวทางโทรศัพท์บ้าง

 "กลางวันจะติดตามข่าว ติดตามสถานการณ์และจะมีคนมาพบอยู่เรื่อยๆ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เบื้องต้นเป้าหมายแรกต้องปิดพีทีวี ปิดการสื่อสารของเสื้อแดง เพราะถือว่าเป็นการปลุกระดม ปลุกปั่น พอทำสำเร็จจึงเริ่มคิดทางยุทธศาสตร์ว่าจะล้อมกรอบการชุมนุมอย่างไร"

 ส่วนที่ว่าใครเป็นคนอยู่ใกล้ชิดนายกฯ ที่สุดนั้น นายศิริโชคยอมรับว่าเป็นตนเองที่จะอยู่ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นการประชุม ศอฉ. ซึ่งตนเป็น ส.ส.ก็จะไม่ได้เข้าประชุมด้วย แต่ถ้าเป็นการประชุมที่ไม่เป็นทางการ ก็จะนั่งอยู่ด้วย เพื่อวิเคราะห์ให้ข้อมูล รวมถึงมีพวก ส.ส.มาให้กำลังใจ มาให้ข้อมูลเช่นกัน

 ถามถึงสภาพที่พัก นายศิริโชคบอกว่าบ้านมี 2 ชั้น อยู่หลังเดียวกัน มี 4 ห้อง นายกฯ อยู่ห้องหนึ่ง  รัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตนกับนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ด้วยกัน อีกห้องเป็นตำรวจติดตามนายกฯ อยู่บนชั้น 2 ส่วนความรู้สึกต้องยอมรับว่า อยู่ในค่ายทหาร ได้เห็นอีกมิติหนึ่งของชีวิต ตอนอยู่เมืองนอกอยู่โรงเรียนประจำ ออกมาก็ไม่คิดว่าต้องกลับไปอยู่โรงเรียนประจำใหม่ แต่ก็กลับเข้าไปอยู่อีก 2 เดือน

 นายศิริโชค ยังบอกว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวเลว เห็นความเป็นผู้นำของนายกฯ ค่อนข้างชัดเจน ว่ามีความรอบคอบ กล้าตัดสินใจ เพียงแต่การตัดสินใจจะต้องให้สถานการณ์สุกงอมก่อน และได้วิเคราะห์ปัจจัยทุกอย่างว่าพร้อมแล้ว

 "นายกฯ เป็นคนรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์มาก รับฟังจากทุกคน เพราะฉะนั้นที่บอกว่า คุยกันสองสามคนนั้นไม่จริง ขนาดเอสเอ็มเอสที่ส่งมา ท่านก็เอสเอ็มเอสกลับ โทรศัพท์ที่โทรมาหา ท่านก็รับ หรือ บางครั้งเอสเอ็มเอสที่ด่า ท่านก็โทรกลับไป บางวันก็โทรเป็นร้อยๆ สายก็มี บางวันก็แบ่งกับผม ผมก็ไปช่วยกัน บางคนไม่ใช่พูดแค่ 3 นาที 5 นาที บางคนพูดเป็นชั่วโมงกว่าเขาจะเข้าใจว่ารัฐบาลทำไมถึงมียุทธศาสตร์อย่างนั้น ต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจของนายกฯ ที่จะให้มีแผนปรองดอง และกำหนดยุบสภานี่ มันขัดใจกลุ่มคนที่สนับสนุนประชาธิปัตย์อยู่แล้ว พอมีเรื่องนี้ออกมาปั๊บ โทรศัพท์นายกฯ แฮงก์เลย ขณะเดียวกัน ผมก็เข้าใจคนเสื้อแดงนะ พอรับแผนปรองดองก็โดนรุมกระหน่ำด่าเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกัน เราก็จะได้คนที่อยู่ตรงกลาง คนที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบ คนที่เห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ ไม่อยากให้มีการสูญเสีย ทำให้เราเรียนรู้ว่า บางครั้งการเมือง บางอย่างที่เรานึกว่าดีแล้วมีคนเชียร์เรา เป็นเสียงเฉพาะแฟนประจำที่อยู่รอบข้าง แต่ไม่เคยได้ยินเสียงคนที่อยู่ตรงกลางเลย พอเกิดเหตุวิกฤติเนี่ย ทำให้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วเสียงส่วนใหญ่คือคนที่อยู่ตรงกลาง"

 ส่วนช่วงที่เครียดมากใน 60 วันนั้น นายศิริโชค บอกว่า น่าจะเป็นวันที่ 10 เมษายน วันที่มีเหตุการณ์ที่แยกคอกวัว วันนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุมยุทธการ แต่รับทราบมาจากสื่อที่รายงานสด แล้วพอเดินไปเจอนายกฯ ก็เห็นชัดว่าท่านมีความวิตกกังวล เข้าใจว่าเป็นเพราะมีการสูญเสีย มันเป็นศพแรกที่เกิดขึ้น ขณะนั้นเองผู้นำทหารก็ค่อนข้างจะบอบช้ำพอสมควร เพราะลูกน้องใกล้ชิดไปตาย ทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ทั้งหมดมีความโศกเศร้า เพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีการยิงเอ็ม 79 รู้ว่ามีกองกำลังติดอาวุธแต่คาดไม่ถึงว่าจะกล้าทำถึงขนาดนี้ วันนั้นเห็นชัดเลยว่าเหมือนๆ จะเกิดสุญญากาศขึ้น แต่พอเขาคุยกัน ปรับยุทธการกัน ก็มีความระมัดระวังมากขึ้น ว่ากองกำลังติดอาวุธของคนเสื้อแดงพร้อมจะเอาชีวิตทั้งคนบริสุทธิ์ ทั้งทหาร จากเดิมที่จะให้ทหารไปมือเปล่า ถือกระบองไป อาวุธอยู่ข้างหลัง ทหารก็ต้องเตรียมพร้อมมากขึ้น คือไม่ยิง ยกเว้นว่าป้องกันตัว
 
 ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติ ในเรื่องงาน นายกฯ จะคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ พล.อ.ประยุทธ์ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก ทุกเช้า 5 เสือ ทบ.จะมากินอาหารเช้าด้วยกันอยู่แล้ว มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กับรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วย เดือนแรกนี่จะกินด้วยกัน 3 มื้อ แต่เดือนหลัง อาจมีบางคนไม่กินข้าวเช้า บางคนกินเฉพาะกลางวัน บางคนกินเฉพาะตอนเย็น บางมื้อนายกฯ ก็กินที่บ้านพักใน ร.11 รอ. บ้าง

 ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับ ผบ.ทบ. คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีบอกว่า ดี คนที่ไม่ได้ไปสัมผัสจะไม่เข้าใจว่าทหารก็ต้องตัดสินใจที่จะทำยุทธการ บางอย่างเขาก็ไม่ได้บอกประชาชนว่าเขาคิดอะไร เขาทำอะไร เขาบอกไม่ได้เพราะเป็นความลับ คนก็จะมองว่าทำไม ผบ.ทบ.ไม่ทำอะไร จริงๆ คือเขาบอกไม่ได้ ส่วนจะมีอาการเกร็งๆ กันไหมนั้น นายศิริโชค ยืนยันว่า ไม่ ผบ.ทบ.กับทหารก็อยู่ในวินัย นายกฯ คือผู้บังคับบัญชา เขาก็ให้เกียรติ เป็นทหารมืออาชีพจริงๆ 

 ส่วนความสัมพันธ์กับตำรวจนั้น นายศิริโชค กล่าวว่า มีปัญหาหลายอย่าง ทั้งที่ยังไม่ได้ตั้ง ผบ.ตร.ด้วย เรื่องนั้นเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง และก็เข้าใจว่าตำรวจมีความฝังใจกับเหตุการณ์ 7 ตุลา ที่เขาต้องมารับผิดชอบ และตำรวจส่วนใหญ่ก็คงได้รับซีดีที่เสื้อแดงแจก ว่าเสื้อเหลืองด่าตำรวจ เขาไม่ชอบเสื้อเหลืองก็เลยดูเหมือนกว่ามีใจให้เสื้อแดง หรือบางทีก็มีเกียร์ว่าง แต่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. ก็เป็นคนที่เป็นกลางมาก และรอบคอบ ยึดตามกฎหมายมาก อะไรที่ผิดกฎหมายจะไม่ทำเลย

 สำหรับความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์นั้น นายศิริโชค ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีถอดใจ แต่มีคนรอบข้างบ้างที่เริ่มถอดใจ ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายการเมือง คนที่มาเยี่ยม ที่มีความคิดจินตนาการไปเรื่อย

 "นายกฯ ไม่เคยคิดจะลาออกเลย เขาไม่ได้หวงตำแหน่งนะ แต่คิดแล้วว่ามันไม่เป็นผลดีต่อประเทศเลย ที่จริงผมคิดว่าการต้องมารับผิดชอบสถานการณ์ที่มีคนตาย ไม่มีใครอยากรับ แต่เป็นภาระของนายกฯ ถ้าได้มาเห็น อยู่กับนายกฯ ตลอด 2 เดือน จะรู้เลยว่าถ้าคนจิตไม่แข็งพอ ก็อยู่ยากนะ แล้วนายกฯ เป็นคนที่จิตใจแข็งแกร่ง ไม่โอนเอนไปตามกระแส เขาจะรับฟังคนอื่นนะ แต่สุดท้ายก็จะตัดสินใจเอง"
 นายศิริโชค ยังบอกว่า ครอบครัวหรือคนรอบข้างนายกฯ มีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองน้อยมาก อย่างพ่อนายกฯ ก็จะช่วยให้ข้อมูลมากกว่า ส่วนครอบครัวของนายกฯ เอง ดึกๆ มีเวลา เขาถึงจะโทรศัพท์คุยกัน คุณชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็คุยกันเรื่อยๆ ตามความจำเป็น ที่มีข่าวว่าท่านไม่คุยกันนั้นไม่จริง นายกฯ เป็นห่วงครอบครัว แต่ไม่ค่อยแสดงออก เขาจะกันครอบครัวออกจากการเมืองเลย แต่ก็มีขู่เข้ามามากว่าจะทำร้ายครอบครัวนายกฯ

  เมื่อถามว่าภรรยานายกฯ กดดัน อยากให้นายกฯ ลาออกบ้างไหม นายศิริโชค บอกว่า ใจจริง เขาก็ไม่อยากให้สามีเล่นการเมืองอยู่แล้ว เพราะมันกินเวลามาก เช่น ต้องมารับโทรศัพท์ตอนดึกๆ ภรรยาย่อมอยากให้ทำงาน กลับบ้านปกติ แต่ในเมื่อนายกฯ ตัดสินใจแล้ว ก็ต้องสนับสนุน

  สำหรับแนวทางการดำเนินการของทหารนั้น นายกฯ จะเป็นคนให้นโยบาย เช่น ไม่อยากให้มีการสลาย ให้ใช้การล้อม แต่วิธีการเข้าไปล้อม ก็ขึ้นอยู่กับยุทธการแล้วว่าเขาจะล้อมยังไง กำหนดจุดตรงไหน พอเขาตกผลึกปั๊บ เขาก็จะรายงาน ว่าแผนจะเป็นอย่างนี้นะ แต่ก็จะบอกเป็นภาพกว้างๆ ว่าเขาจะล้อมตรงถนนนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าใช้กำลังจากหน่วยไหน กี่คน แต่จะบอกภาพรวม

 ส่วนเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม แนวทางของนายกฯ เป็นไปตามหลักสากลว่าเป็นการปิดล้อม ให้การชุมนุมเป็นไปอย่างยากลำบาก ให้คนออกได้ แต่เข้าไม่ได้ จุดที่รั่ว เราจะมีข่าวเข้ามาเรื่อยๆ นายกฯ ก็จะบอกทหาร เช่น มีคนเข้าจากสยามสแควร์ได้ เข้าจากซอยโปโลได้ ทหารก็ต้องหาวิธีไปอุด ก่อนที่ทหารจะเข้าไปก็กำหนดเส้นตายไว้แล้วว่าให้ออกจากการชุมนุม ภายในบ่ายสาม นี่เราก็ให้เวลามากกว่านั้นแล้ว ไม่อย่างนั้นคนจะบอกว่า เห็นไหม รัฐบาลไม่ทำตามที่พูดอีกแล้ว เรื่องแกนนำมอบตัว ไม่ทราบมาก่อน เรากดดัน แต่ไม่ได้คาดหวังให้เขามอบตัว อันนั้นเป็นโบนัส จริงๆ ตามหลักจิตวิทยา ถ้ากระชับวงล้อมแคบเข้าไปแล้ว ไม่เกิน 2 วัน แกนนำต้องวิตกกังวล ลุกลี้ลุกลนและมอบตัว

 ถามถึงเรื่องมือเผา มือปาระเบิดที่จะตามมา นายศิริโชค กล่าวว่า ทหารก็เตรียมตัวไว้ดีเช่นกัน เขามีภาพถ่ายจากดาวเทียม วางแผนว่าจะต้องเข้าตรงจุดไหน จัดการกับมือซุ่มยิงของฝ่ายเสื้อแดงอย่างไร เช่น ตึกเคี่ยนหงวน กับบางกอกเคเบิล เป็นจุดที่เขาจับคนชุดดำได้ 30 กว่าคน

 นายศิริโชค ยืนยันด้วยว่า นายกฯ ไม่มีแผนว่าจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เช่น การลาออกหลังจากนี้ เพราะไม่คิดว่าต้องรับผิดชอบเรื่องอะไร ที่ผ่านมาคิดว่านายกฯ ทำดีที่สุดแล้ว และในสถานการณ์อย่างที่ผ่านมา ไม่ว่าใครขึ้นมาก็เชื่อว่าไม่สามารถทำได้ดีกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ ผ่านสมรภูมิมา 2 ครั้ง ครั้งนี้ยากกว่าเดิมเยอะ แต่สุดท้ายก็จัดการได้สำเร็จ คิดว่าคราวนี้นายกฯ น่าจะอยู่ได้อีกนาน ปีนี้เชื่อว่าไม่มีเลือกตั้ง อย่างเร็วก็กลางปีหน้า

 ส่วนการคลายเครียดท่ามกลางสถานการณ์ที่ถือว่าหนักหนานั้น นายศิริโชค กล่าวว่า ไม่มีอะไร มีดูบอลบ้าง ช่วงแรกๆ แต่นายกฯ ก็จะดูในห้องของนายกฯ ไม่ได้ดูด้วยกัน อย่างอื่นไม่มีเวลาคลายเครียดเลย ถ้ามีเวลาก็คุยกับคนโน้นคนนี้ แล้วก็ต้องนอน ตื่นแต่เช้า ระหว่างที่คุยอาจมีหยอกล้อ แซวกันเองบ้าง ถามว่านายกฯ กลัวตายไหม นายศิริโชค ยืนยันว่า ไปไหนก็มีความระมัดระวัง แต่ไม่กลัว ไม่มีผวา

 ส่วนที่บางคนดูภาพว่า นายกฯ หน้าบาง ถอดใจง่าย ไม่ติดดิน อาจจะถอดใจง่ายนั้น นายศิริโชค บอกว่า "เป็นภาพที่คนสร้างขึ้น นายกฯ ติดดินจะตาย บางทีเบื่ออาหารก็กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับไข่ต้ม"

จินตนา ปัญญาอาวุธ/กรชนก รักษาเสรี