
"มาร์ค5"ลงตัวสลับ"องอาจ"คุมสื่อรัฐ
โผครม."อภิสิทธิ์5"ลงตัวแล้ว ปชป.สลับวุ่น 6 เก้าอี้ โยก"องอาจ"ไปคุมสื่อรัฐแทน"สาทิตย์" ขณะที่"มั่น-ไชยยศ"ไม่พลิก "เสธ.หนั่น" โทรหา "ไพฑูรย์" ชวนตั้งพรรค พูดเป็นนัยเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นเรื่องอนาคต
(5มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้รายชื่อครม.ชุดใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ มี 8 รายชื่อ 1.นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 2.นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) 3.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 4.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 5.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 6.นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7.นายมั่น พัธโนทัย เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และ 8.นายไชยยศ จิรเมธากร เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้ง 8 รายชื่อมี 6 รายชื่อที่แตกต่างจากโผเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน โดยทั้ง 6 รายชื่อเป็น ส.ส.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด เริ่มจาก 1.นายชัยวุฒิ ซึ่งเดิมได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.ไอซีที แต่มีชื่อเป็น รมว.อุตสาหกรรม 2.นายจุติ ซึ่งเดิมได้รับการเสนอชื่อเป็น รมต.สำนักนายกฯ แต่มีชื่อเป็น รมว.ไอซีที 3.นายเฉลิมชัย ซึ่งเดิมได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.วัฒนธรรม แต่มีชื่อเป็น รมว.แรงงาน 4.นายนิพิฏฐ์ ซึ่งเดิมได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.แรงงาน แต่มีชื่อเป็น รมว.วัฒนธรรม 5.นายองอาจ ซึ่งเดิมได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ แต่มีชื่อเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ 6.นายวีระชัย ซึ่งเดิมได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.อุตสาหกรรม แต่มีชื่อเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ
เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจครั้งสุดท้ายเมื่อตอนดึกวันที่ 4 มิถุนายน โดยให้นายองอาจมานั่งเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกฯเพื่อดูแลสื่อของรัฐคือกรมประชาสัมพันธุ์ และอสมท. และให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดู แลสื่อรัฐ ไปปูพรมโครงการช่วยเหลือประชาชน ทั้งกรณีปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้าน การดึงมวลชนทุกภูมิภาค รวมทั้งการเข้าเร่งเครื่องกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำเพื่อแก้ปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดงในภาคเหนือและอีสาน รองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ในวันพุธที่ 10 มิถุนายน รัฐบาลจะมีการจัดเวิร์กช็อปครั้งใหญ่ให้ประชาชนทั่วประเทศเข้ามาแจ้งปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อที่รัฐบาลจะได้เร่งช่วยเหลือ โดยรัฐบาลจะเปิดตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล จัดงาน 5 วัน 5 คืนเพื่อลุยเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเลือกนายองอาจมาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯทำให้ตำแหน่งอื่นๆที่วางไว้เดิมมีอันต้องสลับเพื่อความเหมาะสม โดยเฉพาะนายจุติ และนายชัยวุฒิ ซึ่งล้วนเป็นคนสายเดียวกันกับนายกฯ และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี การปรับให้ทั้งสองคนมานั่งในตำแหน่งนี้จะทำให้การทำงานในเชิงรุกของรัฐบาลเป็นทีมเวิร์กมากขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งรมว.ไอซีที ของนายจุติ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ามาทำงานเชิงรุกเรื่องการปกป้องสถาบัน ตลอดจนเข้ามาดำเนินการสานต่อโครงการ 3 จีให้ลุล่วง
ส่วนกรณีนายวีระชัย ที่ถูกโยกมานั่งเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายอภิสิทธิ์ได้ยกหูโทรศัพท์ทำความเข้าใจด้วยตัวเอง ซึ่งนายวีระชัยก็ไม่ปฏิเสธเก้าอี้ใหม่ เนื่องจากเป็นเจ้ากระทรวง และมีกรมกองให้ดูแลงานโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ต้องผ่านหลายขั้นตอน และนายวีระชัยได้สั่งให้ทีมที่ปรึกษาพร้อมทีมงานเก็บข้าวของ รวมทั้งให้นำรายละเอียดเกี่ยวกับกระทรวงวิทยศาสตร์ฯ มาทำการบ้านแล้ว ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงที่เหลือนายกฯ ได้ตัดสินใจเสร็จตั้งแต่เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 4 มิถุนายน
มีรายงานว่า หลังจากจัดวางตำแหน่งทั้งหมดแล้ว นายกฯ ได้โทรศัพท์แจ้งไปยังว่าที่รัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยตัวเองทุกคน รวมทั้งเจรจากับนายนิพิฏฐ์ ซึ่งเดิมถูกวางตัวเป็น รมว.แรงงาน ให้เปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรมแทน เนื่องจากนายเฉลิมชัยขอเป็นการส่วนตัวต่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพว่าไม่ต้องการไปนั่งกระทรวงวัฒนธรรม เพราะคิดว่าตัวเองไม่เหมาะ โดยบอกว่าจะให้ไปนั่งกระทรวงไหนก็ได้ ยกเว้นกระทรวงวัฒนธรรม นายอภิสิทธิ์จึงเลือกให้นายเฉลิมชัยมานั่ง รมว.แรงงาน และให้นายนิพิฏฐ์ไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรมแทน
มีรายงานแจ้งว่า สาเหตุการปรับเปลี่ยนรายชื่อ ครม.ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด สืบเนื่องจากการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ซึ่งใช้เวลาการอภิปรายและถกเถียงกันนานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีการซักถามและตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของแต่ละคนอย่างรุนแรง จนนำมาสู่การพิจารณาปรับเปลี่ยนรายชื่อโดยนายกฯ ดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า ได้พยายามติดต่อว่าที่รัฐมนตรีใหม่ทั้ง 4 คนของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทั้งหมดปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยระบุเหตุผลว่า ขอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมาก่อน และขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแต่ละคนจะได้ดูแลกำกับงานในกระทรวงใด จึงขอไม่แสดงความเห็นและให้สัมภาษณ์ใดๆ ก่อนที่จะมีความชัดเจนหลังการโปรดเกล้าฯ แล้ว จะดีที่สุด
รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่า ระหว่างการประชุม ส.ส.พรรคเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายไพฑูรย์ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ทั้งที่มีตำแหน่งกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค แต่เลือกนั่งห้องทำงานนายชัยวุฒิซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคดูแลภาคเหนือ และว่าที่รมว.อุตสาหกรรม หลังจากทราบว่าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมีมติให้ออกจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน โดยคนใกล้ชิดนายไพฑูรย์เปิดเผยว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กับ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ซึ่งมีความสนิทสนมกันในกลุ่มของพล.ต.สนั่น เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ได้โทรศัพท์มาพูดคุยและให้กำลังใจนายไพฑูรย์
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า พล.ต.สนั่น ได้ทาบทามนายไพฑูรย์ให้ออกไปร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ เพื่อรวมกลุ่ม ส.ส.ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะ จ.พิจิตร ให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยจะมี พล.ต.สนั่น นายไพฑูรย์ และนายประดิษฐ์ เป็นผู้จัดตั้ง และนายทุนพรรคร่วมกัน แต่นายไพฑูรย์ไม่ได้รับปาก เพราะขณะนี้ยังอยู่พรรคประชาธิปัตย์
อย่างไรก็ตาม นายไพฑูรย์ก็ได้สะท้อนแนวคิดของตนผ่านบทสัมภาษณ์ของ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร ลูกชายนายไพฑูรย์ ที่ระบุว่า “เขาให้ทำงานก็ทำ เขาไม่ให้ทำก็ไม่ว่า แต่เลือกตั้งครั้งหน้าถือเป็นเรื่องอนาคต ยังไม่ตัดสินใจว่าจะอยู่กับพรรคหรือไม่ อย่างไร”
นายนราพัฒน์ บุตรชายของนายไพฑูรย์ กล่าวยอมรับว่า เมื่อเย็นวันที่ 4 มิถุนายน ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ อีสาน กลางและ กทม.บางส่วนได้ร่วมให้กำลังใจนายไพฑูรย์ พร้อมร่วมรับประทานอาหารจีนที่ภัตตาคาร “ไช่น่า เพลส” ถนนพระรามที่ 6 มีการสอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่ามาจากสาเหตุใด เพราะทุกคนข้องใจว่า ส.ส.ที่ตกลงกันไว้ว่าจะให้ทำงานแค่ 1ปี แล้วจะประเมินผลงาน แต่พอถึงเวลาจริง กลับไม่มีการปรับครม.ที่อยู่ครบวาระ 1 ปีออกทั้งหมด แต่กลับปรับออกบางส่วน จึงรู้สึกงง และไม่ทราบว่านายกฯ คิดอย่างไร จึงไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า
"หากมีการบอกล่วงหน้าให้รู้ตัวก่อนพ่อก็คงไม่เสียความรู้สึก ยอมรับว่าพ่อน้อยใจ แต่ก็ยอมรับได้ และจะอยู่ช่วยงานพรรคต่อไปจนครบวาระรัฐบาลนี้ ส่วนอนาคตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ข้างหน้า" นายนราพัฒน์ กล่าว
ส่วนที่ พล.ต.สนั่น และนายประดิษฐ์ โทรศัพท์มาให้กำลังใจและชักชวนไปตั้งพรรคใหม่ นายนราพัฒน์ยอมรับว่ามีการโทรมาจริงแต่ก็เป็นเรื่องของอนาคตที่จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่ตอนนี้ยังอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส. และสมาชิกพรรคอยู่
"พ่อบอกว่าเราต้องทำงานให้พรรคเต็มที่ คุณพ่อเป็นผู้ใหญ่ในพรรค เมื่อนายกฯ ตัดสินใจแล้วต้องยอมรับ เราก็ทำหน้าที่ส.ส.ตามปกติ แต่ก็มีหัวคะแนนในพื้นที่โทรศัพท์มาสอบถาม เพราะไม่มีใครคิดมาก่อนว่าทำไมพรรคถึงทำกับพ่ออย่างนี้ แต่เมื่อเป็นการตัดสินใจของนายกฯ ที่อยากให้คนรุ่นใหม่มาทำงานก็ไม่เป็นไร ส่วนการหาเสียงในพื้นที่ภาคเหนือภาคอีสานยอมรับว่ายากกว่าภาคใต้และ กทม.หลายเท่าที่อาศัยเพียงกระแสนายกฯ ก็ได้รับเลือกตั้งแล้ว แต่ภาคเหนือและอีสานอาศัยกระแสเหล่านี้ไม่ได้ ต้องเป็นคนรู้ปัญหาในพื้นที่และพูดคุยกับแนวร่วมต่างๆ ได้ดี เพราะการต่อสู้รุนแรง ต้องมีขุนพลที่นำทัพ เมื่อคุณพ่อถูกปลดออกอย่างนี้ก็ทำให้ทำงานลำบาก” นายนราพัฒน์กล่าว



