ข่าว

ดีเอสไอจับมืออินเตอร์โปลลุยยาปลอม..ข้ามชาติ

ดีเอสไอจับมืออินเตอร์โปลลุยยาปลอม..ข้ามชาติ

06 มิ.ย. 2553

การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย เพราะนอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศด้วย เมื่อสินค้านั้นเป็นเรื่องของยา ไม่ใช่สินค้าจำพวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายภายนอก

 ด้วยเหตุนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงให้ความสำคัญต่อปัญหานี้ในอันดับต้นๆ ล่าสุด "โชติมา จินตนาผล" หรือน้องจูน วัย 16 ปี นักเรียนชั้น ม.6 ย่านนนทบุรี เสียชีวิตจากการซื้อยาลดความอ้วนทางอินเทอร์เน็ตมากิน จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เป็นสัญญาณว่าภาครัฐจะนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

 นอกจากยาลดความอ้วนที่ประกาศขายทางอินเทอร์เน็ตแล้วในภาพร่วมยังมียาอีกหลายชนิดที่อันตรายหรือมีการละเมิดสิทธิบัตรยา พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า ที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากสถานทูตอเมริกา ถึงการลักลอบนำเข้ายาไวอากร้าจากประเทศอินเดีย แม้ไม่ใช่ยาไวอากร้าปลอม แต่เป็นยาที่เลียนแบบสิทธิบัตรของยาไวอากร้า ทั้งนี้กฎหมายสิทธิบัตรจะบังคับใช้ได้ต้องจดทะเบียนประเทศที่เป็นภาคี แต่อินเดียไม่ได้อยู่ในประเทศภาคี จึงมีผู้นำสูตรยาตัวนี้ไปผลิตในประเทศอินเดีย แล้วส่งผ่านเข้ามาในเมืองไทยโดยอาศัยช่องว่าง พ.ร.บ.นิคมอุตสาหกรรม เพื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อส่งออกโดยไม่นำเข้าในราชอาณาจักร แต่ปรากฏว่าสินค้าไม่ออกนอกประเทศ เมื่อตรวจสอบไปที่พม่าก็ห้ามนำเข้ายาตัวนี้ พอตรวจสอบบริษัทที่จะนำยาไวอากร้าไปจำหน่ายก็ไม่มีตัวตน แม้ว่าตอนนำยาเข้ามามีรายงานนำเข้าและรายงานส่งออกไปแล้ว แต่ยามันไม่ออกนอกประเทศจริงๆ จึงติดตามไปตรวจค้นร้านขายย่านบางรัก พบยาปลอมตามเครื่องหมายการค้า และยาที่ปลอมจริงๆ ผู้ต้องหายอมรับว่าได้มาจากบริษัทนำเข้ายาแห่งนั้น นี่คือกระบวนการที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังจับขบวนการใหญ่ไม่ได้ กำลังรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีกับส่วนที่นำเข้าและส่งออก

 ถาม : การปราบปรามขบวนการยาปลอมข้ามชาติมีการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างไร
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : ประเทศไทยเป็นสมาชิกอินเตอร์โปล ซึ่งตำรวจสากลให้ความสำคัญต่อยาปลอมเป็นอันดับหนึ่ง มีการประชุมแลกเปลี่ยนประสานความร่วมมือกันเป็นประจำ กรณีของเราตำรวจสากลให้ความสนใจและร่วมมือมา ทั้งยังมีห้องแล็บในการตรวจยาที่จับกุมได้ว่าเป็นยาปลอมหรือไม่ ทำมาจากโซนไหนของโลก

 ถาม : เพราะเหตุใดประเทศไทยถึงให้ความสำคัญต่อการจับกุมยาไวอากร้าเป็นอันดับแรก
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : เพราะผู้เสียหายมาแจ้ง เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นอยู่กับผู้เสียหาย แม้จะรู้ว่าบริษัทนี้ทำยาปลอมขึ้นมา ถ้าผู้เสียหายไม่มาแจ้งความร้องทุกข์ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเราไม่สามารถยืนยันได้ว่ายาจริงหรือปลอม เจ้าของต้องมายืนยันเอง เราเริ่มจากไวอากร้าเป็นหลัก แต่ในต่างประเทศที่เขาปลอมยากันมากคือ ยาแก้ไข้มาลาเรีย เนื่องจากต่างประเทศมีปัญหาโรคไข้จับสั่นกันมาก จึงมีความต้องการยาพวกนี้ อย่างลาวยังมีคนนำยาปลอมไปขายในโรงพยาบาลรัฐ แต่จะบอกว่าของเราไม่มีไม่น่าจะเป็นไปได้ เพียงแต่เป็นปัญหาทางสังคมที่ไม่ค่อยมีใครรู้

 ถาม : อุปสรรคของการติดตามยาปลอม
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : อันดับแรกคือ ตัวผู้เสียหาย อันดับที่สองคือ ยาปลอม ตาม พ.ร.บ.ยา กับ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ไม่เหมือนกัน กำลังเสนอเรื่องนี้ไปทางกรมทรัพย์สินฯ และอันดับสุดท้าย ยังขาดการเก็บข้อมูลคดีทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากแต่ละหน่วยงานเก็บข้อมูลเป็นสถิติ ไม่มีรายละเอียดที่จะนำข้อมูลมาต่อยอดขยายผลได้ แม้ว่ากำลังเสนอโครงการรวบรวมข้อมูลยาปลอมจากหน่วยงานต่างๆ มาทำเป็นเว็บเซิร์ชเอนจิ้นคล้ายกูเกิล เพื่อให้ง่ายต่อการขยายผล แต่ก็กำลังถูกตัดงบประมาณส่วนนี้ไป

 ถาม :หากมีการแพร่ระบาดของยาปลอมส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : ส่งผลกระทบอย่างมาก เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับปลอม มันไม่ทำลายสุขภาพ แต่ยาปลอม เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค ยานพาหนะ น้ำมันเครื่องปลอม จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง

 ถาม : ประเทศไทยมีแหล่งผลิตยาปลอมหรือไม่
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : ประเทศไทยมีแต่ยาบ้า แล้วไม่มีปลอมด้วย (ฮา) ส่วนใหญ่ยาปลอมจะผลิตในอินเดีย ปากีสถาน แต่ยาปลอมในอินเดียค่อนข้างไม่เป็นอันตราย ยาใช้ได้ผล ไม่เกิดผลกระทบ เป็นยาที่เลี่ยงการจ่ายค่าสิทธิบัตร แต่ยาปลอมที่จีนน่ากลัว จากรายงานองค์การอนามัยโลกระบุว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของยาในโลกเป็นยาปลอม ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนา 1 ใน 3 ของยาที่ใช้กันอยู่จะเป็นยาปลอม เรื่องสุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ถ้าปล่อยให้ขบวนการยาปลอม สินค้าปลอมเติบโตต่อไป คนไม่มีปัญญาทำของขาย ธุรกิจถูกต้องจะตายไปเรื่อยๆ สร้างผลกระทบมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจ สุดท้ายโลกก็ไม่พัฒนา

 สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานรับรับผิดชอบคดีกระทำความผิดที่ครอบคลุมกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ คือ กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายเครื่องหมายการค้า กฎหมายสิทธิบัตร และกฎหมายแผงผังวงจรรวม ซึ่งความผิดเกี่ยวกับแผงผังวงจรรวมยังไม่มีผู้เสียหายมาแจ้ง เนื่องจากผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเงินเป็นหลัก เป้าหมายการละเมิดอยู่ที่ตัวเงิน ผลกำไรส่วนต่าง เรื่องแผงผังวงจรรวมไม่ใช่สินค้าที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วไป คนทำปลอมไม่ได้ประโยชน์จากตรงนี้ เพราะทำยากได้เงินน้อย จึงหันไปก๊อบปี้สินค้าประเภทอื่นที่เป็นที่นิยมมากกว่า

 ถาม : คดีลักษณะใดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : คดีทรัพย์สินทางปัญญาที่ดำเนินคดีหลักๆ จะเป็นความผิดเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า สินค้าแบรนด์เนม เทปผีซีดีเถื่อน และการดาวน์โหลดทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น และต้องมีมูลค่าของกลาง 5 แสนบาทขึ้นไป โดยเปรียบเทียบราคาจากราคาของปลอม เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ราคาจริง 2 แสนบาทอย่างต่ำ แต่ทำปลอมขึ้นมาราคา 2,000 บาท ก็จะคิดมูลค่าของกลางในราคา 2,000 บาท รวมแล้วต้องมีมูลค่า 5 แสนขึ้นไป นั่นหมายถึงต้องเป็นผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารายใหญ่ และไม่ได้มีเป้าหมายแค่การจับกุมเฉพาะรายนั้น แต่จะมีการขยายผลต่อเนื่องไปถึงขบวนการรายใหญ่ด้วย

 ถาม : งานจะทับซ้อนกับตำรวจเศรษฐกิจและตำรวจคุ้มครองผู้บริโภคไหม
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : การดำเนินคดีทรัพย์สินทางปัญญาของตำรวจเศรษฐกิจจะรวมทุกอย่าง อาทิ การฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งการดำเนินคดีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แตกต่างจากสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับสำนักหน่วยเดียวในประเทศ ที่รับผิดชอบงานปราบปรามทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง

 ถาม : เคยประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานอื่นๆ ที่จับกุมคดีเกี่ยวกับทรัพยสินทางปัญญาหรือไม่ 
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำงานร่วม แต่จะเข้าไปขอข้อมูลในแต่ละหน่วยนงานด้านการปราบปราม ปกติเขาจะมีภารกิจเยอะ เวลามีผู้เสียหายมาแจ้งความแล้วดำเนินคดีส่งศาลเรื่องก็จบ จะไม่มีเวลาสืบสวนขยายผลต่อ เราก็จะเข้าไปดูเคสใหญ่ๆ หากมีเบื้องหลัง มีผู้มีอิทธิพล มีผู้สนับสนุนก็เข้าไปตรวจสอบขยายผลต่อ

 ถาม : มูลค่าความเสียหายแต่ละปีจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
 พ.ต.อ.ประเวศน์ : สถิติที่มีอยู่เป็นภาพรวมจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตำรวจเศรษฐกิจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากร มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ส่วนสำนักคดีทรัพย์สินฯ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 ช่วงแรกๆ จับกุมนับร้อยคดีต่อปี แต่การทำงานตอนนั้นยังไม่ตรงเป้า เนื่องจากเปรียบเทียบมูลค่าของกลางในราคาจริง จึงทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ต่อมาปรับเปลี่ยนการทำงานใหม่ จำนวนคดีน้อยลง แต่มีมูลค่าของกลางมากขึ้น นั่นหมายถึงการจับกุมรายใหญ่แหล่งผลิตจริงๆ

 การดำเนินคดีทรัพย์สินทางปัญญาของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ปี 2549 รวม 51 คดี มูลค่าของกลาง 559 ล้านบาทเศษ ปี 2550 รวม 23 คดี มูลค่าของกลาง 57 ล้านบาทเศษ ปี 2551 รวม 13 คดี มูลค่าของกลาง 164 ล้านบาทเศษ และปี 2552 รวม 21 คดี มูลค่าของกลาง 98 ล้านบาทเศษ