
ประชาธิปัตย์ต้อง"ปฏิรูปรัฐบาล"ก่อน"ปฏิรูปประทศ"
รัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองทั้งนอกและในสภา เหมือนคนที่ตื่นจากฝันร้าย แต่แทนที่รัฐบาลผสมจะฉวยเวลาที่เหลือราว 1 ปี 6 เดือน ให้เป็นนาทีเงินนาทีทอง ทำงานให้แก่ประชาชนอย่างเต็มที่
พรรคร่วมรัฐบาลกลับสร้างรอยร้าวที่รอวันแตก เพราะต่างก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวมขึ้นมาอีก ตัวเลขการแสดงความไว้วางใจและไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าการทำงานของรัฐบาลคงจะไม่ราบรื่นอย่างที่หวัง ปัญหาที่รอการแก้ไขจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการทวงคืนอำนาจของ ทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ปัญหาการเมืองที่แบ่งเป็นกลุ่ม รวมไปถึงปัญหาสังคมที่คนต่างด้าวแทรกตัวเข้ามาอยู่ในชุมชนต่างๆ ฯลฯ ก็ยังคงเป็นปัญหายืดเยื้อต่อไป สองพรรคการเมืองคือพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย คงจะขัดแข้งขัดขากลั่นแกล้งกันเอง กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ต่างไปจากเสี้ยนเส้นใหม่ ที่ตำเท้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถเดินได้คล่องตัวอีกครั้งหนึ่ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ย้ำแล้วย้ำอีกทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎรว่า รัฐบาลจะเร่งสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด แต่กลับถูกพรรคร่วมรัฐบาล "ตบหน้า" เข้าไปสองฉาดใหญ่เป็นที่น่าอับอายยิ่ง หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านดูหมิ่นดูแคลน และหัวเราะเยาะว่าไร้น้ำยา ในฐานะแกนนำรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ต้องกล้าที่จะ "ขอคืนตำแหน่งรัฐมนตรี" กระทรวงสำคัญๆ กลับมา และต้องกล้าที่จะ "กระชับนโยบาย" ให้รัดกุม ด้วยการจัดทำโครงการที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าโครงการที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเคยเสนอไว้แต่มีประโยชน์ในวงแคบๆ และเริ่มมีข่าวส่อไปในทางทุจริตหลายแห่ง พรรคประชาธิปัตย์ต้องกล้ายุติโครงการเหล่านั้น เปลี่ยนเป็นโครงการที่จะส่งผลถึงประชาชนโดยรวมให้มากที่สุด เช่น โครงการขุดลอกคูคลองทั้วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งเป็นโครงการที่ผมเชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งประเทศแทน พรรคประชาธิปัตย์ต้องแสดงความกล้าหาญทางการเมือง ด้วยการปลดแอกตัวเองจากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ที่ชอบวางอำนาจเหนือรัฐบาลด้วยการ "ขี่คอ" ชี้นิ้ว ว่าจะเอาโน่นเอานี่มาโดยตลอด กลับมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความหมายว่า "พรรคที่ประชาชนเป็นใหญ่" อย่างแท้จริงเสียที
คลี่ข่าวคลายปม
ภาณุมาศ ทักษณา



