
เรื่องเก่า (ขอ) เล่าใหม่ รู้สึกว่า มีเรื่องเก่าหลายเรื่องที่ต้องสะสาง
เริ่มจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีความผิดพลาดบางประการเกิดขึ้น เพราะดิฉันตั้งใจมอบ สมุดเงินออม ซึ่งคุณรุ่งทิวา เพียรธรรม แฟนประจำ วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน กรุณาจัดทำขึ้นด้วยทุนทรัพย์ของตัวเอง เพื่อส่งต่อให้คุณผู้อ่าน "คม ชัด ลึก" ทั่วประเทศ แต่บังเอิญคอลั
สัปดาห์นี้ขอแก้ตัวค่ะ ด้วยการเริ่มต้นแจกกันก่อนเลย สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่ต้องการ “สมุดเงินออม” ซึ่งเหมาะกับเด็กๆ วัยประถม ที่จะใช้จดรายรับและรายจ่าย รวมทั้งตามหาความฝันของตัวเอง สามารถส่งรายละเอียดชื่อ ที่อยู่ ที่ครบถ้วน มาที่อีเมล [email protected] หรือส่งโทรสารหมายเลข 0 2248 7969 นะคะ
จริงๆ แล้ว คุณรุ่งทิวา ตั้งใจจะแจกให้ผู้อ่าน 100 ท่านค่ะ แต่ปรากฏว่า ดิฉันนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวผ่านรายการเงินทองต้องรู้ ที่ตัวเองเป็นผู้จัดรายการทางวิทยุเนชั่น เอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ แค่วันเดียว ปรากฏว่ามีผู้ขอรับหนังสือไปถึง 60 ท่านแล้ว ดังนั้น จึงขอจัดสรรส่วนที่เหลืออีก 40 เล่มมาแจกให้แก่แฟนคอลัมน์นะคะ
ส่วนคุณผู้อ่านที่ติดค้างหนังสือ “กว่าจะวันนี้” ไว้อดใจรอนิดนึงนะคะ กำลังจะเร่งจัดส่งไปให้เช่นกันค่ะ
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันก็พยายามนึกอยู่เหมือนกันนะคะว่า มีประเด็นเรื่องเงินๆ ทองๆ อะไรเป็นพิเศษจะสามารถนำมาเสนอได้หรือเปล่า แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ตระหนักว่า ณ ขณะนี้ ถนนของเงินลงทุนทุกสายพุ่งตรงไปที่การรอซื้อ “พันธบัตรออมทรัพย์” จำนวน 1 แสนล้านบาท ที่เตรียมจะเสนอขาย (อีกครั้ง) ในวันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน และจะไปสิ้นสุดการเสนอขายในวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน
ดังนั้น ขออนุญาตนำเรื่องเก่า มาขอเล่าใหม่อีกครั้ง เผื่อใครที่วอร์มอัพไว้เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม จะเลือนรางไปว่าต้องเตรียมหรือจัดทำอะไรบ้าง
พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ที่จะเสนอขายในวันจันทร์นี้ เป็นพันธบัตรอายุ 6 ปี ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% ต่อปี ปีที่ 3-4 ขยับเป็น 4% ต่อปี จากนั้นปีที่ 5 ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5% ต่อปี และปีที่ 6 อยู่ที่ 6% โดยผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 6 ปีของการลงทุนจะอยู่ที่ 4.1% ต่อปี เมื่อหักภาษีอีก 15% ผลตอบแทนสุทธิของพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งจะอยู่ที่ 3.54%
ใครที่คิดว่า ตัวเองจัดสรรเงินที่จะนำมาลงทุนแบบอยู่นิ่งๆ ได้เป็นเวลา 6 ปี และพึงพอใจกับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 3.54% ก็เตรียมตัวขั้นต่อไป นั่นคือ การจัดเตรียมเอกสาร
กรณีบุคคลธรรมดา ให้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านไปด้วย พร้อมกับสำเนาหน้าแรกของสมุดคู่ฝากบัญชี (ยกเว้นบัญชีเงินฝากประจำ) ที่สำคัญต้องไม่ลืมนำเงินสด หรือเช็คขีดคร่อม สั่งจ่ายบัญชี “บัญชีจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง” โดยลงวันที่เดียวกับวันเสนอขอซื้อพันธบัตร ไปด้วย
เตรียมเอกสารเสร็จแล้ว ก็พุ่งตรงไปที่ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารออมสิน ธนาคารทหารไทย ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารยูโอบี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ทั้งที่สำนักงานใหญ่และสาขาทั่วประเทศ รวมถึงธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น.เอ. สาขากรุงเทพฯ
ปัญหาคือ คาดการณ์กันว่า การเปิดจองให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จะราบคาบแบบหมดเรียบในวันแรก ซึ่งแปลว่าจะเหลือไม่ถึงประชาชนทั่วไปที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี แล้วเงินที่เตรียมไว้ รอไว้ จะหันเหไปทางไหนดี
ตอนนี้ธนาคารพาณิชย์เตรียมออกผลิตภัณฑ์มารองรับแล้วล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา อายุ 10 ปี มูลค่าเสนอขาย 1.2 หมื่นล้านบาท โดยจะจ่ายผลตอบแทนเป็นขั้นบันได ในปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยที่ 4.35% ปีที่ 4-6 อัตราดอกเบี้ย 4.75% และปีที่ 6-10 อัตราดอกเบี้ย 5.50% ทำให้อัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยอยู่ที่ 5.48% เมื่อหักภาษีอีก 15% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิของหุ้นกู้ด้อยสิทธิของแบงก์กรุงศรีฯ อยู่ที่ 4.658%
หุ้นกู้ดังกล่าวจะเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป และผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 7-22 มิถุนายนค่ะ ก็เรียกว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับพันธบัตรออมทรัพย์ แต่อย่าลืมว่า เมื่อมองผลตอบแทนแล้ว ต้องมองด้านความเสี่ยงด้านการลงทุนผ่านการเรทติ้ง ซึ่งกรณีนี้ทริสเรตติ้ง จัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ไว้ที่ A+ ค่ะ
ถัดจากนั้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ธนาคารกสิกรไทย ก็จะออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสุทธิ อายุ 10 ปีเหมือนกัน โดยมีมูลค่าไม่เกิน 7.5 พันล้านบาท ซึ่งผลตอบแทนตลอดอายุหุ้นกู้จะอยู่ 4.50% ต่อปี และเมื่อหักภาษี 15% แล้ว ผลตอบแทนสุทธิจะอยู่ 3.825%
โดยหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนได้ก่อนกำหนด ซึ่งจะเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป ผู้ลงทุนรายใหญ่ และผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 16-21 มิถุนายน ขณะที่ฟิทช์ เรทติ้งส์(ประเทศไทย)จัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวไว้ที่ AA-
หลายคนอาจจะสงสัยว่า หุ้นกู้ของแบงก์กรุงศรีอยุธยา ให้ผลตอบแทนสุทธิ 4.658% ขณะที่หุ้นกู้แบงก์กสิกรไทย อายุเท่ากัน แต่ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่า โดยอยู่ที่ 3.825% ก็ต้องบอกว่าเนื่องจากเรตติ้งของแบงก์กสิกรไทยที่ AA- สูงกว่าเรตติ้งของแบงก์กรุงศรีฯ ซึ่งอยู่ที่ A+
เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ที่เสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนก็ต่ำกว่า เสี่ยงเพิ่มอีกนิด ผลตอบแทนก็สูงอีกหน่อย ...ประมาณว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” อะไรแบบนั้น
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



