ข่าว

ปัญญา...

ปัญญา...

05 มิ.ย. 2553

“ขาดตาปัญญาเสียแล้ว ก็เหมือนคนตาบอด เหยียบลงไปได้ แม้กระทั่งไฟที่ส่องทาง” (อมฤตพจนา / ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

พระท่านว่าปัญญาในทางพุทธศาสนาหมายถึงความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผลและรู้อย่างชัดเจน ถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ รู้สิ่งที่ควรทำ รู้สิ่งที่ควรเว้น ปัญญาจึงคือธรรมที่คอยกำกับศรัทธาหรือว่าความรักความเชื่อของเราให้เป็นไปอย่างมีเหตุผล จะได้ไม่หลงงมงายหลงผิดจนก่อให้เกิดเป็นความทุกข์เจ็บปวด อันเนื่องมาจากความไม่รู้หรือว่าความเขลา

พุทธศาสนาจึงถือว่า ปัญญาคือแสงสว่างของโลก แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

ในไตรสิกขาอันประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญานั้น มีแต่ปัญญาสิกขาเท่านั้นที่จะทำให้เราบริสุทธิ์ เป็นอิสระหลุดพ้นออกมาจากสิ่งทั้งปวงที่เป็นความเร่าร้อน ความสกปรกมืดมัว ไม่ตกเป็นทาสในสิ่งที่เรารัก และแม้แต่สิ่งที่เราเกลียด นี่คืออานิสงส์ของปัญญา

ในทางพุทธศาสนาปัญญาจะเกิดขึ้นได้มี 3 ทางด้วยกันคือ 1.สดับตรับฟัง 2.ตรึกตรอง 3.อบรมจิต ซึ่งก็หมายถึงว่าจะต้องมีการศึกษาหาข้อมูลอย่างรอบด้านและนำมาคิดค้นไตร่ตรองอยู่อย่างสม่ำเสมอ ด้วยสติสัมปชัญญะ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ปัญญาพึงทราบได้ด้วยการถามการตอบมาก และต้องอาศัยเวลา อาศัย การใส่ใจปัญญาถึงจะเกิดได้ และตรัสว่า ความเจริญที่เรากล่าวว่าเป็นยอดคือความเจริญด้วยปัญญา หรือว่าปัญญาวุฒิ

เช่นเดียวกับที่ตรัสว่า ความเสื่อมที่นับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าความเสื่อมทั้งหลายก็คือความเสื่อมจาก ปัญญา

ในทางพุทธศาสนาเรื่องของปัญญาจึงเป็นเรื่องสำคัญสุด ด้วยปัญญาจะทำให้เกิดซึ่งสัมมาทิฐิ หรือว่าความเห็นที่ถูกต้อง

แม้แต่ทางสายกลางหรือคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็ต้องอาศัยสัมมาทิฐิ คือความเห็นถูกต้อง ถูกคลองธรรมเป็นสำคัญยิ่ง ดังจะเห็นได้จากที่มรรค 8 หรือว่าการปฏิบัติชอบ 8 อย่างนั้น ได้จัดเรื่องของ สัมมาทิฐิ หรือว่าความเห็นที่ถูกต้องไว้เป็นข้อแรกก่อนอื่นใด

เพราะถ้าเกิดมิจฉาทิฐิหรือว่าการเห็นผิดเป็นชอบเสียแล้ว ก็จะทำให้ข้ออื่นๆ ผิดหมด และเกิดการ หลงผิด หลงงมงายอยู่ต่อไปไม่สิ้นสุด อันนับว่าเป็นศรัทธาที่ขาดปัญญาเป็นอย่างยิ่งในทางพุทธศาสนา

ดังนั้นถ้าเราจะเรียนรู้จากวิกฤติครั้งนี้ก็จะต้องใช้ปัญญาถอนความเห็นผิดเป็นถูกออกไปก่อน แต่ถ้ายังเห็นผิดขนาดว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแล้วเข้าไปกอดรัดก็จะต้องเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างที่เห็นการเห็นผิดเป็นชอบนับเป็นอันตรายใหญ่หลวง เพราะจะทำให้เกิดปัญญาเสื่อมมืดบอด เกิดอวิชชา ความไม่รู้ให้หลงทางไปเรื่อยๆ และคงมองไม่เห็นแสงสว่าง