
งบปราบ"สลายราชประสงค์"พุ่ง5พันล้าน
พอสงครามสงบ เริ่มนับศพ และงบประมาณค่าใช้จ่ายในภารกิจสำคัญศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่าหมดไปเท่าไรสำหรับภารกิจนี้
เบื้องต้นพบว่าเบิกจ่ายแบบวิธีพิเศษ มีการแยกย่อยแต่ละส่วน รวมถึงงบรับรอง (ใช้กับสายข่าวในพื้นที่)
ก่อนหน้านี้มีการเปรียบเทียบค่าจ่ายของ (ศอฉ.) ตั้งแต่วันที่ 12-23 มีนาคม จะอยู่ที่ประมาณ 280 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 30-40 ล้านบาท
หลังจากมีการขยายเวลาออกไปอีก ได้มีการปรับเปลี่ยนกำลังตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป จากเดิมที่มีกำลังพลเพียง 5 หมื่น อัตรา จะเพิ่มมาอยู่ที่ 6.4 หมื่น อัตรา
จึงทำให้มียอดค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม-30 พฤษภาคม รวมถึงวันประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว รวมยอดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,400 ล้านบาท (เฉพาะเบี้ยเลี้ยง)
โดยมีการเบิกจ่ายเป็นลอตๆ ในรูปแบบของ "งบสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น" โดยขอเบิกจ่ายจากสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล
ขั้นตอนงบสำรองจ่าย เฉพาะแค่ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคสนามและภายในหน่วย แต่หากรวมไปถึงค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายแบบรายยิบรายย่อยคงมียอดสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้จากการสนธิกำลังจาก 3 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก-กองทัพเรือ-กองทัพอากาศ ตามการประกาศการเคลื่อนใช้กำลังจำนวน 5 หมื่นอัตรา และจำนวน 3.3 หมื่นอัตรา เป็นการปฏิบัติภารกิจจริง และอีก 1.7 หมื่น อัตรา ให้เตรียมกำลังในที่ตั้งของแต่ละหน่วย
โดยมีผลการปฏิบัติภารกิจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ระหว่างวันที่ 12-23 มีนาคม 2553 งบประมาณที่ใช้ในการออกมาปฏิบัติงานครั้งนี้ของกำลังทหารที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ตามคำเสนอของกองทัพ ผ่าน กอ.รมน.ที่ได้เสนอไปยังสำนักงบประมาณในการนำกำลังทหารออกมาปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ จำนวน 5 หมื่นอัตรา
โดยกำลังพลจะได้ค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษในทุกชั้นยศที่มาทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยคนละ 300 บาท นอกเหนือจากเบี้ยเลี้ยงสนาม คนละ 120-280 บาทต่อวันตามชั้นยศ ที่ได้กำหนดไว้ในตามสิทธิ นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดเสบียงอาหารให้กำลังพลรวม 3 มื้อด้วย และค่าขวัญกำลังใจกำลัง 100 บาทต่อคน
ถ้าแยกดูอัตราในการจัดครั้งนี้ ในส่วนของกองทัพเรือที่ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายให้ พล.ร.ต.รุ่งศักดิ์ เสรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ สนธิกำลัง จำนวน 4 กองร้อย จากกรมสารวัตรทหารเรือ 1 กองร้อย ฐานทัพเรือกรุงเทพ 2 กองร้อย และหน่วยนาวิกโยธินอีก 1 กองร้อยปฏิบัติการ โดยรับผิดชอบบริเวณพื้นที่ฝั่งธนฯ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศิริราช
ขณะที่กำลังของกองทัพอากาศ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้มอบหมายให้ พล.อ.ท.ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (อย.) จัดกำลังทหารจากหน่วยบัญชาการอากาศโยธินจำนวน 3 กองร้อย ร่วมปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล 2 กองร้อย และสถานที่ตั้งอีก 1 กองร้อย ผนวกกับสารวัตรทหารอีก 100 คน โดยปฏิบัติภารกิจร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในจุดตรวจต่างๆ ในพื้นที่โซนชั้นใน
ส่วนที่เหลือประมาณ 220 กองร้อย ที่มีการสนธิกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 โดยมี พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการควบคุมการใช้กำลังทั้งหมด
ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีการจัดกำลังในการปฏิบัติการครั้งนี้ 200 กองร้อยปฏิบัติการ ใช้งบค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพล 700 ล้านบาท
โดยตำรวจแต่ละนายจะได้ค่าเบี้ยในการตอบแทนครั้งนี้เพียง 120 บาทต่อวันต่อคนเท่านั้น สำหรับเงินพิเศษจำนวน 300 บาท จะได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับกลุ่มผู้ชุมนุมเท่านั้น
สำหรับค่าอาหาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเสียค่าอาหารวันละประมาณ 8 แสนบาทต่อวัน
นอกจากนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีการใช้เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละคดีที่เกิดขึ้นในช่วงมีการออก พ.ร.ก.ฉุนเฉิน แม้ว่า ครม.อนุมัติงบใช้เพิ่ม 10 ล้านบาท
ทีมข่าวความมั่นคง



