ข่าว

สารพันตำรวจ : "ถึงไม่ชั่ว แต่แทงใจดำ"จากก้นบึ้งปจ.พิทักษ์สภา

สารพันตำรวจ : "ถึงไม่ชั่ว แต่แทงใจดำ"จากก้นบึ้งปจ.พิทักษ์สภา

04 มิ.ย. 2553

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี สงบลงแล้วพร้อมกับความไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อ แต่ร่องรอยแห่งอคติและความขัดแย้งจากกลุ่มคละสียังไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย แถมยังบานปลายมาถึงผู้รักษากฎหมาย ถูกปรามาสว่าเป็น "ตำรวจมะเขือเทศ-มะเขือเผ

 วันแรกของการประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีอีก 5 กระทรวง ยังอยู่ในช่วงรอยต่อของสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองนอกสภา ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนหลายร้อยนาย จึงได้รับคำสั่งให้มาอารักขารัฐสภาอย่างแข็งขัน ทั้งชุดอารักขาและควบคุมฝูงชน 200 นาย ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในรัฐสภา ส่วนตำรวจควบคุมฝูงชน บก.น.1 (ปจ.) อีก 150 นาย และหน่วยจู่โจมพิเศษ "ปะ ฉะ ดะ" อีกเต็มทีม คอยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ด้านนอกรัฐสภา

 ช่วงเช้าปรากฏกลุ่มคนเสื้อหลากสี 30-40 คน พร้อมแผ่นป้ายข้อความขนาดใหญ่ "ไม่เอาตำรวจชั่วสนับสนุนก่อการร้าย" และ "ไม่เอาพรรคการเมืองสนับสนุนก่อการร้าย" ?!!

 เพียงแวบแรกที่เห็น พ.ต.ท.โอภาส หาญณรงค์ รอง ผกก.ป.สน.สามเสน รอง ผบ.ร้อย.2 ผู้ควบคุมกองร้อยควบคุมฝูงชน เห็นป้ายข้อความที่มีถ้อยคำเสียดสีตำรวจชั่ว ถึงกับสะเทือนใจ

 "เห็นคำแรกสะดุ้งแล้ว มันแทงใจดำ เราไม่ใช่ตำรวจชั่ว เราไม่ใช่แบบนั้น มันรู้สึกไม่ดี แม้จะเป็นแค่ตัวอักษรก็รู้สึกไม่ดี แต่ก็ไม่ได้มีอคติกับพวกเขานะ" พ.ต.ท.โอกาส สะท้อนความรู้สึก

 ไม่นานก็ขอให้ปลดป้ายออก ผู้ชุมนุมจึงนำไปติดไว้ข้างกำแพงสวนสัตว์เขาดินแทน แม้จะมีปฏิกิริยาแสดงความไม่พอใจจากผู้ชุมนุมบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อได้รับฟังคำอธิบายถึงความเหมาะสม และอยากให้การประชุมสภาผ่านไปด้วยดี กลุ่มเสื้อหลากสีจึงยอมให้ความร่วมมือแยกย้ายกันกลับไป

 "เขาอาจสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ชอบตำรวจ ตำรวจเกียร์ว่าง ตำรวจไม่เข้มงวด เป็นมุมมองที่เขามองตำรวจ แต่ตำรวจมองว่าเรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แถมมีปัจจัยความรุนแรงเข้ามา มีอาวุธหนัก ทำให้ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ลังเล เพราะเรามีเพียงเสื้อเกราะกันกระสุน โล่ และกระบองเท่านั้น" พ.ต.ท.โอภาส สะท้อนข้อจำกัด

 ถึงแม้ว่าในระยะหลังจะมีตำรวจถูกระเบิดเสียชีวิต และได้รับคำสั่งให้ติดอาวุธ แต่หากตำรวจควบคุมฝูงชนติดอาวุธ ก็ไม่สามารถเป็นชุดควบคุมฝูงชนได้อีกต่อไป เนื่องจากอาจจะถูกกลุ่มผู้ชุมนุมยื้อแย่งอาวุธนำมาสู่ความสูญเสียได้

 บทเรียนจากม็อบการเมืองหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ทำให้วงการตำรวจกลับมาทบทวนบทบาทการควบคุมฝูงชนแบบเดิมๆ ที่ใช้กันอยู่อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะผู้ชุมนุมเรียนรู้ที่จะพัฒนารูปแบบ ยุทธวิธีม็อบที่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

 จากเหตุการณ์การชุมนุมที่เพิ่งผ่านพ้นมา ตำรวจจึงทำหน้าที่เพียงดูแลและระงับเหตุจากการชุมนุมเท่านั้น พ.ต.ท.โอกาส ยอมรับว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ม็อบการเมืองมีการพัฒนาและเป็นรูปแบบมากขึ้น แต่เดิมเป็นเพียงกลุ่มม็อบการเมืองกลุ่มเล็กๆ ไม่มีความรุนแรง เป็นเพียงการตั้งเวทีปราศรัย ยังสามารถประกอบกำลังเข้าไปรื้อถอนเวทีได้ หากเป็นม็อบการเมืองสมัยนี้ ตำรวจเข้าไปรื้อเวทีปราศรัย ภัยอาจมาถึงโรงพักและทรัพย์สินทางราชการได้

 "คงมีคนบุกไปล้อมโรงพัก รถตำรวจ โรงพักคงโดนเผา (ฮา) คงต้องศึกษารูปแบบ ความเปลี่ยนแปลงของม็อบ ที่มีการ์ด ชุดสนับสนุนที่เป็นเด็ก ผู้หญิง หากทำอะไรพลาดไปอาจเจ็บตัวฟรี คือ ตำรวจต้องปรับตัวตามสถานการณ์และทำตามคำสั่ง ที่ผ่านๆ มาตำรวจไม่ได้เกียร์ว่าง เราทำงานกันตลอด" รอง ผกก.ป.สน.สามเสน กล่าว

 แต่ด้วยบทเรียนการทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่ผ่านมา ตำรวจกลับตกเป็นเชลยสังคม ถูกกล่าวหา "ตำรวจฆ่าประชาชน" อาจเป็นภาพหลอนที่ต้องชั่งใจ บางครั้งต้องเลือกที่จะถอยแทนเดินหน้า ล่าสุดสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองเริ่มคลี่คลายแล้ว ทหารถอนกำลังกลับกรมกอง แต่ตำรวจยังต้องอยู่ฟื้นฟู เคลียร์พื้นที่ และควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูกำลังกายและกำลังใจระหว่างพัก

 พ.ต.ท.โอภาส พยายามมองโลกแง่บวกว่า ตลอดการชุมนุมของ นปช. 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้ตำรวจจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ากับภารกิจติดตามดูแลม็อบ แต่อีกด้านหนึ่งงานโรงพักสามเสนกลับไม่มีคดีอุกฉกรรจ์เกิดขึ้นเลย ?!!