
ขอดเกล็ด : "จำบ่ได้"
19 พฤษภา 53 บ้านเมืองเกิดกลียุค ผู้คนหลีกหนีความวุ่นวายออกต่างจังหวัด พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นรต.18 อธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และ ผบ.ตร.คนแรกก็เป็นหนึ่งในนั้น
ที่สนามบินดอนเมืองที่แทบจะร้างไร้ผู้คน นายตำรวจมือพระกาฬผู้ได้รับสมญาว่า "อินทรีอีสาน" สะพายกระเป๋าเดินทางก้าวพรวดๆ ไปเช็กตั๋วโดยสารแล้วผ่านเครื่องเอกซเรย์เข้าประตูทางออกหมายเลข 61 สายการบินนกแอร์ เที่ยวบิน DD 9216 จากดอนเมืองจะไปอุดรธานี
ระหว่างนั่งรอชาวบ้านที่พอรู้จักมักคุ้นเดินเข้าไปทักท้าย ยกมือไหว้ พล.ต.อ.ประชา ยิ้มแย้มแจ่มใสยกมือรับไหว้ทักทายตามประสาอดีตตำรวจและนักการเมือง พอได้เวลาขึ้นเครื่องก็ตรงไปยังที่นั่ง 31 H ซึ่งอยู่หน้าสุด นั่งปุ๊บก็รัดเข็มขัดปั๊บแล้วหันไปคุยกับเพื่อนนักการเมืองอีกคน
จังหวะนี้เองมีพระสงฆ์ 2 รูป เดินขึ้นเครื่อง พล.ต.อ.ประชา เห็นพระรูปแรกใบหน้าอิ่มเอิบ สูงใหญ่ ท่าทางเคร่งขรึม สมกับภิกษุที่ประพฤติตนเคร่งครัดในศีลในธรรมก็ยกมือไหว้ ท่านก็ตรงไปนั่งที่หมายเลข 31 B
ด้วยความคุ้นหน้าคุ้นตาแต่จำไม่ได้ว่าเคยรู้จักหรือเคยเห็นที่ไหน อินทรีอีสานอดใจไม่ได้เลยหันไปถามเพื่อนนักการเมืองว่า พระสงฆ์รูปนี้คุ้นนะก็ได้รับคำตอบว่า "ท่านรักเกียรติ สุขธนะ" ไง
รักเกียรติ เป็นอดีต รมว.สาธารณสุข และรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องโทษจำคุกในคดีทุจริตยา หลังพ้นโทษออกมาก็หันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ได้รับฉายาว่า "รักขิตะธัมโม"...พอถึงบางอ้อ พล.ต.อ.ประชาไม่รอช้าหันไปทักทายด้วยภาษาอีสาน
"ท่านรักเกียรติบ่ครับ ตอนแรกผมจำบ่ได้ ท่านเบิ่งทรงคื้อมี้สง่าราศีดีแท้ ท่านไปไสมา"
"อีหลีบ่ เบิ่งทรงอ่วนขึ้น ไปเรียนปริญญาโท้เผิ่งกลับมา ตอนนี้จำวัดอยู่อุดร"
"บ่ครับ" (หรือครับ)
หลังจบการสนทนาทั้ง 2 ฝ่ายก็นั่งนิ่งไปตลอดทาง จนถึงจุดหมายปลายทางจึงแยกย้ายกันไป
นี่แหละน้าเขาถึงว่าวิถีการเมืองไม่เข้าใครออกใคร ?!!



