
นวัตกรรมที่ต้องกระโดดตาม
ถึงวันนี้ใครในสังคมเมืองที่ไม่รู้จักเฟซบุ๊กถือว่าเชยตกยุคไปเลย
คงไม่ต้องเสียเวลาบรรยายสรรพคุณกันมาก คนในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างรู้กันดีอยู่แล้ว
โดยเฉพาะเรื่องความเร็วในการนำเสนอความคิดเห็นตัวเอง หรือการรายงานความเป็นไปในสังคม
ช่วงม็อบแดงเฟซบุ๊กและทวิสเตอร์ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น "ตัวชูโรง" หลักในการเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นชนิดทำเอาโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ช้าเป็นเต่าคลานไปเลย
แต่ในความรวดเร็วก็มีข้อเสียที่เห็นได้ชัดเช่นกัน นั่นคือ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร ความเป็นกลาง และความรับผิดชอบต่อเนื้อหา
ประเด็นนี้น่ากลัวมาก !?!
สาเหตุที่คนไทยมีความเห็นแตกแยกกันทุกวันนี้ก็เพราะเรื่องของสื่อที่ไม่เป็นกลางและไม่เป็นธรรมนี่แหละ
อะไรที่มันเร็วๆ โอกาสที่จะผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งในบางประเด็นใส่ความคิดเห็นส่วนตัวสุดขั้วลงไปด้วย
หากคนเสพไม่มีภูมิต้านทานหรือความรู้ความเข้าใจในประเด็นปัญหาอย่างถ่องแท้ก็ยากจะตัดสินผิดถูกได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางเรื่องหมิ่นเหม่ต่อความรู้สึกของสังคม ทั้งเรื่องการจาบจ้วงสถาบันและความพยายามดึงฟ้าลงต่ำ
สื่อประเภทนี้ไม่มีตัวคัดกรอง ไม่มีระบบคัดกรองเหมือนสื่อกระแสหลัก และถูกจำกัดด้วยจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด
ใครคิดอะไรได้ก็โพสต์ทันทีทันใด เห็นอะไรก็ใส่ลงไป ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนรอบด้านก่อนการนำเสนอ ผิดแล้วผิดเลย
ทุกวันนี้เรามีองค์กรตำรวจและหน่วยงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คอยควบคุมดูแลอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
แต่ดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไร หรือไม่ก็มองไม่เห็นเศษเสี้ยวของปัญหาที่หมักหมมมานาน
เรามี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 แต่คดีความที่ปรากฏส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องการกระทำผิดเกี่ยวกับภาพลามกอนาจาร
3 ปีให้หลังเฟซบุ๊กเติบโตอย่างก้าวกระโดด รูปแบบปัญหาและการกระทำผิดเปลี่ยนแปลงไป เจ้าหน้าที่ไทยจำเป็นต้องก้าวกระโดดถึงจะตามทัน
อย่ารอให้ปัญหาก่อตัวเป็นดินพอกหางหมู ถึงเวลานั้นจะคิดแก้ไขก็คงสายเกินไป
อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ทุกปัญหาใหญ่ๆ ในบ้านเมืองเวลานี้ก็มีที่มาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งนั้น
ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าสื่อที่ดีไม่เป็นกลางก็ได้ แต่ควรมีความรับผิดชอบในเนื้อหาที่นำเสนอ !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



