ข่าว

พิพากษายืนปลด“วีรพล"อดีตรองอธิบดีกรมประชาฯ

พิพากษายืนปลด“วีรพล"อดีตรองอธิบดีกรมประชาฯ

03 มิ.ย. 2553

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน คำสั่งสำนักนายกฯ 10 ก.ย.46 ปลด “วีรพล ดวงสูงเนิน” อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว หลัง ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริตเช่าซื้อคอมพ์

 ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 3 มิ.ย.53 นายนพดล เฮงเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ยกฟ้องคดีที่นายวีรพล ดวงสูงเนิน อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งถูกลงโทษให้ออกจากราชการ กรณีทุจริตโครงการประมูลเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ส่วนควบในปีงบประมาณ 2542 ของกรมประชาสัมพันธ์ ยื่นฟ้อง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี , คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 เรื่องออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลับที่ 200 / 2546 ลงวันที่ 10 ก.ย. 46 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายกรัฐมนตรี สั่งลงโทษปลดให้ออกจากราชการ กรณีทุจริตโครงการประมูลเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์

 โดยศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ป.ป.ช. มีอำนาจและกระบวนการไต่สวนวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว ที่มีการร้องเรียนตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2540 มาตรา 301 ซึ่งขั้นตอน วิธีการสอบสวนของอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ได้ดำเนินการไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 8 และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง โดยชอบแล้ว ดังนั้นที่นายวีรพล ผู้ฟ้องอุทธรณ์ว่าสำนวนการสอบสวนของป.ป.ช. เป็นการกล่าวโทษโดยไม่ได้ให้โอกาสนำสืบแก้ข้อกล่าวหา จึงไม่อาจรับฟังได้

 ส่วนประเด็นอุทธรณ์ที่นายวีรพล อ้างว่า การวินิจฉัยคดีของศาลปกครองกลาง มุ่งเน้นใช้ข้อเท็จจริงจากสำนวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.เป็นหลัก ทั้งที่นอกจากสำนวน ป.ป.ช. ยังมีส่วนที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียดประกอบด้วยเหตุผล และข้อเท็จจริงที่ใกล้ชิดกับความเป็นจริงมากที่สุดด้วยนั้น

 ศาลเห็นว่า การที่นายวีรพล ยื่นอุทธรณ์ มติป.ป.ช.และคำสั่งไล่ออกจากราชการของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อ ก.พ. แล้ว ก.พ.วินิจฉัยว่า นายวีรพลกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ถือว่าก.พ.ได้ใช้อำนาจหน้าที่ล่วงล้ำ กระทบกระเทือนอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญรับรองว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ โดยพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงใหม่แล้วเปลี่ยนฐานความคิดเพื่อกำหนดโทษใหม่ จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยที่ 2 / 2546 ว่า เมื่อ ป.ป.ช.วินิจฉัยและยุติแล้วว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดฐานทุจริตแล้ว องค์กรอื่นที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยแล้วให้เป็นอย่างอื่นได้  

 ดังนั้นการที่ ก.พ.ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ล่วงล้ำหรือกระทบกกระเทือนอำนาจที่รัฐธรรมนูญรับรองเป็นอำนาจ ป.ป.ช. โดย ก.พ.พิจารณาประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงใหม่แล้วเปลี่ยนฐานความผิดเพื่อกำหนดโทษใหม่ จึงขัด พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ขณะที่แม้ว่าคำวินิจฉัยว่าของศาลรัฐธรรมนูญ 2/2546 ผูกพัน ก.พ.ที่เป็นองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ผูกพันการพิจารณาพิพากษาคดีของตุลาการศาลปกครองกลาง ซึ่งมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีและตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสมโดยศาลจะรับฟังพยานบุคคลเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญ หรือพยานหลักฐานอื่นๆ ได้ตามสมควรตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาตรา 294 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 55 วรรคสาม ดังนั้นตุลาการศาลปกครอง ย่อมมีอำนาจดุลพินิจอย่างอิสระที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามรูปคดีโดยไม่จำต้องยึดถือพยานหลักฐานจากสำนวนคดีของ ป.ป.ช. หรือของ ก.พ. แต่อย่างใด และหากเห็นว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนได้

 ส่วนประเด็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงของนายวีรพลนั้น จากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาพิจารณาในเบื้องต้น แล้วจึงมีมติให้ยกเลิกการประกวดราคาและให้มีการประกวดราคาใหม่ ซึ่งนายวีรพลได้เรียกคณะกรรมการฯ มาประชุมที่ห้องทำงานของตนเอง และขอให้ทบทวนข้อเสนอที่ให้ยกเลิกการประกวดราคาเพื่อให้มีทางเลือกที่จะเสนออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เช่นอาจเสนอให้เป็นไปตามเดิมคือเห็นควรให้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยคณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่ไม่คัดค้าน มีเพียง น.ส.กนกพร ณ พิกุล ไม่เห็นด้วยและบอกจะไม่ลงนาม ซึ่ง นายวีรพล ให้เจ้าหน้าที่แก้ไขข้อความจากเดิมที่จะเสนอให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ยกเลิกการประกวดราคาเป็นขออนุมัติให้เช่าคอมพิวเตอร์แล้วนำเอกสารหน้าที่มีลายมือชื่อกรรมการทั้ง 5 คนมาประกอบก่อนเสนออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ลงนาม โดยการแก้ไขข้อความในบันทึกนั้น ไม่ได้ให้กรรมการตรวจสอบใหม่จึงไม่ถูกต้อง

 อีกทั้งปรากฏชัดแจ้งว่า น.ส.กนกพร ไม่เห็นด้วย แต่นายวีรพล ยังนำชื่อของบุคคลดังกล่าวไปประกอบในบันทึก พฤติการณ์ของนายวีรพล จึงมีลักษณะไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริต แสดงให้เห็นว่าจงใจหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนทางราชการ คำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ลงโทษปลดไล่นายวีรพลออกจากราชการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของนายวีรพลจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลปกครองชั้นพิพากษายกฟ้องนั้นศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน