
เลขามูลนิธิเขาใหญ่พร้อมสื่อพิสูจน์ตัดถนน4เลนเข้าอุทยาน
เลขามูลนิธิเขาใหญ่พร้อมสื่อบุกพิสูจน์ขยายถนน4 เลนเข้าอุทยาน พบไม้ถูกตัดกว่า 200 ท่อน บางต้นใหญ่ขนาดหลายคนโอบ เผยลักษณะการทำเร่งรีบผิดปกติ ด้านนักวิชาการระบุไม่มีความจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกจราจร เพราะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เวลาปกติก็ไม่มีรถผ่า
ความคืบหน้ากรณีการก่อสร้างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 หรือถนนธนะรัชต์ ของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เส้นทางจากตัวอำเภอปากช่อง เข้าสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผืนป่ามรดกโลก จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร
ล่าสุดวันที่ 3 มิ.ย. 53 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมกับนายธงชัย แสงประทุม เลขานุการมูลนิธิเขาใหญ่ และเลขาธิการกลุ่มเรารักษ์ป่า พบว่าถนนช่วงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 2 -10 ระยะทาง 8.1 กิโลเมตร มีคนงานจำนวนนับร้อยคน พร้อมเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ทั้งรถแบ็คโฮ รถบรรทุกดิน รถบดดิน รถเกลี่ยดิน กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแผนงานที่กำหนดสัญญาว่าจ้างอย่างขมักเขม้น สภาพถนนทั้งสองข้างทางมีการตัดต้นไม้ออกทั้งหมดแล้ว และอยู่ในระหว่างการปรับพื้นผิวอัดบดหน้าดินเพื่อลาดยาง
ส่วนต้นไม้ที่ถูกตัดทิ้งจำนวน 128 ต้น ตามที่เป็นข่าว ถูกนำไปเก็บไว้ในบริเวณที่ดินสงวนกรมทางหลวง บนพื้นที่ขนาดกว้าง 34 เมตร ยาว 100 เมตร สภาพเป็นพื้นที่ป่ารกทึบ ตั้งอยู่ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 16 ถ.ธนะรัชต์ ด้านหน้าศูนย์กิจกรรมช้างไทยเพื่อการอนุรักษ์ เขตเทศบาลตำบลหมูสี อ.ปากช่อง ฯ ห่างจากจุดก่อสร้างประมาณ 6 กิโลเมตร โดยถูกตัดแยกออกเป็นท่อน ความยาวท่อนละประมาณ 3 -5 เมตร บางท่อนมีขนาด 2 -3 คนโอบ จำนวนกว่า 200 ท่อน วางอยู่เรียงราย พร้อมระบุหมายเลขลงในเนื้อไม้ทุกท่อน โดยไม่มีการจัด จนท.เฝ้าดูแลรักษาแต่อย่างใด
นายธงชัย เปิดเผยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า การดำเนินงานก่อสร้างเป็นไปในลักษณะเร่งรีบอย่างผิดปกติ มีการนำรถแบ็คโฮนับสิบคัน พร้อมรถบรรทุกดิน คนงานจำนวนมาก ดำเนินการก่อสร้างทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนท่อนไม้ที่ตัดมากองไว้ในที่ดินสงวนกรมทางหลวง ถนนธนะรัชต์ ฯ พบว่ามีแต่ต้นไม้ขนาดใหญ่เกือบทั้งสิ้น ไม่มีต้นไม้ขนาดเล็ก ขนาดประมาณเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ฟุตลงมาเลย จึงสงสัยว่า ต้นไม้จำนวน 128 ต้นนั้น นับจากต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหรือเส้นรอบวงขนาดเท่าใดขึ้นไป ซึ่งในข้อเท็จจริงยังมีต้นไม้อายุประมาณ 10-20 ปีที่มีขนาดเล็กกว่านี้อีกจำนวนมากที่อยู่สองข้างทางและถูกตัดออกไป แต่ไม่พบในจุดที่นำมากองไว้ ซึ่งหากนับขนาดต้นไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ฟุตขึ้นไปด้วย น่าจะมีต้นไม้มากกว่านี้ นอกจากนั้นท่อนไม้ที่นำมาเก็บไว้ ก็เหมือนนำมาทิ้งไว้ในป่าข้างทาง เพราะมีสภาพเป็นป่ารกทึบ มีต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมและไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลรักษา ทั้งๆ ที่มีหมวดการทางฯ กรมทางหลวง ซึ่งตั้งอยู่ถนนธนะรัชต์ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างถนน และมีเจ้าหน้าที่ดูแลรักษา หรือกรมทางหลวงมีเจตนาใดแอบแฝง
ดร.สมประสงค์ สัตยมัลลี ผอ.กองวิชาการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ( รฟม. ) อดีต คณบดี สาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา ( มทส. ) เปิดเผยในฐานะ นักวิชาการความปลอดภัยทางถนน ว่า ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง กับโครงการก่อสร้างถนนเส้นนี้ มีความเข้าใจถึงความสำคัญของถนน เป็นเส้นทางเชื่อมต่อหมู่บ้าน ชุมชน เน้นการสัญจร เข้าสู่พื้นที่แนวเขตอุทยาน ฯ เพื่อนำไปสู่การพักผ่อน
ดังนั้นมูลค่าของเวลาในการเดินทางไปพักผ่อนจะไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับถนนสายหลักที่เน้นการเดินทางระหว่างเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว และได้มีการควบคุมการเข้า-ออกสองข้างทางเพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับถนนเข้าแนวเขตอุทยาน หรือแหล่งท่องเที่ยวนั้นไม่มีความจำเป็นในเรื่องของความเร็ว รวมทั้งต้องขยายจำนวนช่องจราจร เพื่อรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นเลย เนื่องจากจุดจำกัดทั้งความจุ และความเร็วจะอยู่ที่ทางเข้า และอุทยานเองก็มีพื้นที่รองรับที่จำกัด เราคงไม่อยากเห็นรถติด รวมทั้งข้ออ้างว่าจะต้องติดตั้งไฟสัญญาจราจร ในเขตผืนป่ามรดกโลก และที่สำคัญต้องมีการควบคุมความเร็ว และสอนให้นักท่องเที่ยว มีวินัยใช้รถใช้ถนน อนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสัตว์ป่า ที่มีความเปราะบางต่อสัตว์โลกอย่างมนุษย์
นักวิชาการความปลอดภัยทางถนน กล่าวว่า ความปลอดภัยกับสัตว์โลกไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ป่าจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อถนนมีความกว้างเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการสัมผัสกับโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุมีมากขึ้น ในต่างประเทศมีความพยายามทำถนนให้เป็นถนนเพื่อการท่องเที่ยว ที่มีวิว ทิวทัศน์สองข้างทางที่ร่มรื่น มีแต่คนไทยเท่านั้นที่ไม่เข้าใจว่าต้องขยายขอบถนนเพื่อแก้ปัญหา รองรับความรวดเร็ว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณสื่อสารที่ผิดให้คนขับรถว่าถนนกว้าง “ขับเร็วๆ” แต่จะต้องมีจำนวนเกิดอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น ก็ทำการติดป้าย “เขตชุมชนลดความเร็ว” หรือพาลไปถึงการขอติดตั้งสัญญาณไฟจราจร และไพ่ใบสุดท้ายคือสร้างสะพาน ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการสร้างถนนต้องเรียนที่จะอยู่กับธรรมชาติ สอนและให้ความรู้ผู้ใช้รถใช้ถนนให้เข้าใจหลักการที่ถูกต้องอย่าเอาแต่ เร็ว รีบ มีไหวพริบ ที่บางเรื่องละก็อยากอยู่ทนอยู่นาน ป่าไม้นับวันจะหมดลงไปทุกที่ไม่มีเพิ่มขึ้นกรุณาเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังตัดสินใจบ้าง
ออป.ยันไม้128ต้นยังอยู่ครบไม่เอื้อประโยชน์ใครชี้มูลค่าแค่2แสน
ด้านนายพิทักษ์ รักอาชีพ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาไม้เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาระบุว่า จากการตรวจสอบล่าสุดเมื่อวานนี้ ( 2 มิ.ย.2553 ) ยังพบว่าไม้ทั้งหมดยังอยู่ครบและอยู่ในความดูแลของสำนักงานทางหลวงที่ 8 แขวงการทางที่ 2 และยังไม่ได้มีการเคลื่อนย้าย เพื่อนำไปทำประโยชน์แต่อย่างใด ทั้งนี้ หากปัญหานี้คลี่คลายทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ก็พร้อมที่จะรับจ่ายค่าภาคหลวงให้กับทางกรมป่าไม้ เพื่อนำไม้ทั้งหมดมาใช้ประโยชน์ต่อไป พร้อมกับยืนยันว่าไม้ทั้งหมดเป็นไม้ที่มีมูลค่าไม่มากนักและไม่เป็นที่ต้องการของตลาดไม้ มูลค่าไม่เกิน 2 แสนบาทเท่านั้น
นายพิทักษ์ กล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 53 ที่ผ่านมา ไม้ที่ทางสำนักงานทางหลวงที่ 8 ได้ทำการตัดโค่นเพื่อขยายทางการจราจรถนนธนะรัชต์ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นผู้ช่วยในการขนย้ายและนำไปเก็บไว้ในที่ดินสงวนของสำนักงานทางหลวงที่ 8 แขวงการทางที่ 2 บริเวณ หลักกิโลเมตรที่ 16 ถนนธนะรัชต์ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ของทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พบว่าไม้ทั้งหมด 128 ต้นยังอยู่ครบถ้วนและยังไม่มีการเคลื่อนย้ายไปที่อื่น เพื่อแปรสภาพหรือนำไปใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ทั้งนี้ในส่วนของไม้ทั้งหมดตามระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติแล้ว ทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จะเป็นผู้เข้าไปจ่ายค่าภาคหลวงของไม้ทั้งหมดให้กับทางกรมป่าไม้ และจะนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าต่อไป โดยทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จะรอให้ปัญหานี้คลี่คลายลงก่อนและจะดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนในการรับไม้เหล่านี้มาอยู่ในความดูแลต่อไป
นายพิทักษ์ กล่าวอีกว่า ตามข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ที่ถูกตัดโค่นลงจากการตัดถนนดังกล่าว ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นไม้ที่มีมูลค่ามากนัก โดยจะเป็นไม้เนื้ออ่อนจำพวก ไม้สะเดาและกระถิ่นเป็นหลัก ส่วนไม้ที่มีมูลค่าอย่างต้นสัก หรือไม้มะค่า ก็มีจำนวนไม่ถึง 20 ต้น และยังเป็นไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก และยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาดไม้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วพ่อค้าไม้จะไม่นิยมรับซื้อไม้ริมทางอยู่แล้ว เพราะเป็นไม้ที่มีตำหนิเยอะไม่สามารถนำไปแปรสภาพสร้างมูลค่าได้มากมายนัก ทำได้เพียงแค่ในไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เท่านั้น ซึ่งสนนราคาไม้ทั้งหมด 128 ต้น หากประเมินราคาเบื้องต้นก็คงไม่เกิน 2 แสนบาท โดยหลังจากนี้หากปัญหานี้คลี่คลายลงแล้วทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จะนำไม้ดังกล่าวมาอยู่ในความดูแลต่อไป และขอยืนยันว่าไม่ทุกต้นยังอยู่ครบไม่มีการนำไปเอื้อประโยชน์ให้แก่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทั้งสิ้น



