
อยู่รอดแต่ไม่ปลอดภัย
คะแนนการลงมติในสภาไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 5 คนออกมาแล้ว สรุปได้ว่ารอดแต่ไม่ปลอดภัย เพราะว่ามีแนวโน้มชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลนั้นแตกกันเอง มีการโหวตสวนไม่ให้คะแนนไว้วางใจแก่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย คือคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และคุณโส
เสียงต่อต้านคุณโสภณในสภามี 196, คุณชวรัตน์เจอ 194 ถ้าเทียบกับเสียงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีมีเพียงแค่ 186, คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แค่ 187, คุณกรณ์ 187, คุณกษิต ซึ่งว่ากันว่าไม่เป็นที่รักใคร่ของคนในสภาเท่าไหร่ เสียงต่อต้านที่ไม่เอาด้วยในการโหวต 190 แต่เทียบกับคุณชวรัตน์ กับคุณโสภณ 194 กับ 196 นั้นสูงพอสมควรทีเดียว
ที่ไม่ออกคะแนนก็น่าสนใจ มี 21-22 เสียง แปลว่าแตกกันภายใน เพราะว่าในประวัติศาสตร์การเมืองนั้นรัฐบาลไม่เคยล้มเพราะการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เกิดจากการแตกกันในพรรคร่วมรัฐบาล
แปลต่อว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์คงจะต้องปรับครม.โดยเฉพาะในสัดส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล แต่นี่ไม่สำคัญเท่ากับว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกกับนักการทูตต่างประเทศสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดในช่วงก่อนสิ้นปีเห็นจะยาก เพราะเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงเผาบ้านเผาเมืองทำให้นายกรัฐมนตรีถอยออกมาและเสนอโรดแม็พใหม่
แต่การเลือกตั้งไม่ว่าจะมีก่อนสิ้นปีหรือเป็นปีหน้าจะไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะมีคนกลัวว่าจะเกิดความรุนแรง จะมีการใช้กำลังกันระหว่างหาเสียง พรรคการเมืองบางพรรคไม่สามารถไปบางจังหวัดบางภาคได้
ฉะนั้น การเลือกตั้งจะนองเลือดถ้าหากไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองแห่งชาติ โรดแม็พต้องมีทั้งด้านการสร้างความปรองดอง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการเลิกแบ่งสี และพยายามให้คดีต่างๆ ของทุกสีนั้นเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน โดยไม่มีข้อกล่าวหาเรื่องสองมาตรฐาน
การเลือกตั้งด้วยตัวเองไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นส่วนหนึ่งของโรดแม็พ นี่คือหัวใจของการแก้ปัญหาของการฟื้นกลับมาสู่ภาวะปกติ สำคัญกว่าการลงคะแนนเสียงในสภาญัตติไม่ไว้วางใจหลายเท่านัก
สุทธิชัย หยุ่น



