
ภาวะปกติ(ที่ปกติจริงหรือเปล่า?)ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะที่เขียนบทความนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านได้ดำเนินมาจนถึงค่ำคืนวันแรก โดยจับความได้ถึงตอนที่คุณจตุพร พรหมพันธุ์ กำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ
ความจริงควรจะเขียนเรื่องนี้เมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลง แต่เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องของการส่งต้นฉบับ จึงจำต้องขอตั้งข้อสังเกตในหลายๆ เรื่องเสียก่อน
เรื่องแรก การอภิปรายในครั้งนี้ มีลักษณะที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยว่าการอภิปรายในครั้งนี้เป็นการอภิปรายภายใต้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปะทะกันนั้นมีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล
สิ่งที่ได้ย้ำมาโดยตลอด แม้ว่าจะไม่ค่อยได้ยินกันสักเท่าไหร่ก็คือ ลักษณะของกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินเอง ที่ตอนนี้มีบทบาทสำคัญๆ อยู่สามสี่ประการ นั่นคือ การปิดสื่อที่เห็นต่างจากรัฐบาล การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม (ไม่ว่าจะเลี่ยงใช้คำว่ากระชับพื้นที่หรือขอพื้นที่คืน แต่ก็มีเป้าหมายที่ทำให้การชุมนุมนั้นสลายลงอยู่ดี แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจดังจะขอพูดต่อไป) การจัดการกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลในนามของผู้ก่อการร้าย และผู้ที่ให้การสนับสนุน อาทิ เรื่องการจัดการเส้นทางการเงิน หรือการจับกุมกักขัง โดยกระบวนการที่แตกต่างไปจากกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปอย่างปกติ (ตรงนี้ต้องย้ำว่าไม่ได้แปลว่าไม่ผิด แต่หมายถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นปกติจะให้สิทธิแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาตามหลักการที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ)
การอภิปรายในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้มีการนำเสนอข้อมูลจากฝ่ายที่เกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อการร้าย แต่โดยคุณลักษณะของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น อาจไม่สามารถทำให้เราได้พบกับข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเต็มไปด้วยลีลาภาษา และที่สำคัญเมื่อมีการถ่ายทอดสด ก็ยิ่งทำให้การอภิปรายนั้นเน้นไปที่ลีลาการแสดง (performance/preformative) มากกว่าแก่นสารสาระที่ผ่านการตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่ (ไม่แน่ว่าในอนาคต การถ่ายทอดการประชุมสภาอาจจะต้องติดเรตแน่นอน)
เรื่องนี้ไม่ใช่จะมามองว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายไปเสียหมด แต่สื่อจะต้องช่วยกันทำหน้าที่ต่อมากกว่าเอามารายงานข่าวซ้ำเท่านั้น อาทิ สื่ออาจจะต้องนำมาทำหน้าที่ต่อว่าใครพูดโกหกบ้าง ใครใช้หลักฐานผิดบ้าง ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่การสำรวจความคิดเห็น แต่ต้องกำกับตรวจสอบว่าสิ่งที่อ้างถึงกันนั้นถูกหรือผิด หรือมีลักษณะที่เห็นพ้องต้องกันทุกฝ่ายว่า นับวันการอภิปรายนั้นจะใกล้เคียงกับการพูดความจริงครึ่งเดียว
เรื่องที่สอง บทบาทของโทรทัศน์สาธารณะ หรือทีวีไทยนั้นควรต้องมีการทบทวนเป็นอย่างมาก อีกครั้งในบทบาททั้งหมดที่มีต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ ซึ่งควรจะต้องอภิปรายกันในอย่างเป็นระบบต่อไป แต่อย่างน้อยในวันนี้ เมื่อมีการพูดถึงว่าโทรทัศน์ช่อง 11 มีปัญหา ซึ่งผมยังเชื่อว่ารัฐบาลนั้นมิได้จงใจให้เกิด เพราะการอภิปรายนั้นรัฐบาลได้เปรียบด้วยคะแนนเสียงอยู่แล้ว ทีวีไทยน่าจะยกเลิกรายการปกติ เพื่อถ่ายทอดสัญญาณเป็นทางเลือกให้แก่ท้องที่ต่างๆ ทันที โดยเฉพาะเมื่อการอภิปรายในครั้งนี้มีสถานะทางการเมืองและประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
เรื่องที่สาม พัฒนาการที่น่าตกใจของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็คือ การก่อตัวของการมองการอภิปรายว่าเป็นเกมเหมือนกีฬา ที่จะต้องมีลีลาของการประท้วง เพื่อตัดอารมณ์และจังหวะในการเน้นย้ำสาระสำคัญ การประท้วงดูจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่า (หรืออาจมากกว่า) การชี้แจงของผู้ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะว่าการชี้แจงนั้นย่อมถูกลงคะแนนด้วยเสียงข้างมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ดังนั้นการตัดเกมกันในแต่ละช่วงจึงสำคัญ และสิ่งนี้ก็มีมานานแล้ว อย่างน้อยในยุคทักษิณก็เป็น และก่อนทักษิณก็เป็น และประเด็นก็คือ ยังไม่ได้มีการพยายามแก้ปัญหาการประท้วงแบบนี้ในข้อบังคับของสภา หรือมีการบังคับใช้กันอย่างจริงจัง
เรื่องสุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องที่จะขยับต่อไปจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่ใช่คะแนนโหวตหรือคะแนนโพลล์ แต่คงจะต้องหมายถึงการสืบหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการที่ดูแลทุกฝ่าย รวมทั้งการมีสื่อที่กัดติดกับพฤติกรรมของนักการเมืองทุกฝ่ายครับ



