
อย่าหลงทางเพราะโรดแม็พของนายกฯ
เมื่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เริ่มเขม็งเกลียวขึ้น นายกฯ อภิสิทธิ์ก็ได้เสนอแนวความคิดเพื่อแก้ความขัดแย้ง โดยเสนอ แนวทางสร้างกระบวนการปรองดอง หรือโรดแม็พ 5 ข้อ ให้สังคมและคนเสื้อแดงพิจารณา
พร้อมทั้งเสนอด้วยว่า หากปฏิบัติตามโรดแม็พได้สมบูรณ์ก็จะมีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2553 นี้ แต่ก็ไม่สำเร็จที่จะให้คนเสื้อแดงสลายการชุมนุมไปอย่างสงบ ต้องมีเหตุให้เลือดตกยางออกกันไปดังที่ทราบกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม ท่านนายกฯ ก็ไม่ได้เลิกล้มโรดแม็พทั้ง 5 ข้อนี้ เพียงแต่ยกเลิกความตั้งใจที่จะให้มีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
อันที่จริงโรดแม็พทั้ง 5 ข้อนี้ รวมทั้งบทขยายความต่างๆ โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมเท่าเทียมกันนั้น ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมอย่างมาก จึงมีปัญหาในหมู่ผู้ปฏิบัติที่จะต้องแปลงให้เป็นรูปธรรม ถ้าแปลงผิดก็จะพาประเทศหลงทางเข้ารกเข้าพงไป
แนวทางในหัวข้อนี้จับความได้ตอนหนึ่งว่า “รัฐจะให้มีโอกาสเท่าเทียมกันในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งการมีอาชีพ การมีรายได้...” ประเด็นนี้มีผู้นำไปขยายความเฉไฉไปว่า จะทำให้รายได้ของคนทุกระดับชั้นเท่าเทียมกัน มีการเน้นว่ารายได้ของคนชั้นล่างต่ำกว่าพวกคนชั้นสูงมาก ความคิดในแนวนี้ หากปล่อยให้เตลิดไปก็จะเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง
ในด้านการกระจายรายได้ระหว่างคนที่มีฐานะต่างกันนั้น นักเศรษฐศาสตร์โลกได้มีการกำหนดดัชนีชี้วัดขึ้นมาตัวหนึ่ง เรียกว่า “กินิ อินเด็กซ์” (GINI INDEX) โดยการสำรวจครั้งสุดท้ายกับประเทศในโลก จำนวน 134 ประเทศนั้น ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 50
ผลการสำรวจตามกินิ อินเด็กซ์นี้ หากแบ่งประเทศในโลกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ประชาชนมีรายได้แตกต่างกันมากกลุ่มหนึ่ง มีรายได้แตกต่างกันปานกลางอีกกลุ่มหนึ่ง และมีรายได้ไม่ค่อยแตกต่างกันนักอีกกลุ่มหนึ่งนั้น ประเทศไทยเรายังถือว่าอยู่ในกลุ่มปานกลาง ขณะที่สหรัฐอเมริกา หรือสิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านเรา ติดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการกระจายรายได้แย่มาก ส่วนประเทศที่นำสุดในการกระจายรายได้ตามดัชนีชุดนี้คือ ประเทศแถวสแกนดิเนเวียและแถมท้ายด้วยบางประเทศในทวีปแอฟริกา
เมื่อยุคคอมมิวนิสต์ยังเฟื่องฟู ประเทศคอมมิวนิสต์ หรือโซเชียลลิสต์อย่างแรงเช่น อินเดีย มักจะมีเป้าหมายที่ว่าจะทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยแคบลงที่สุด ผลก็คือ พากันจนไปทั้งประเทศ อินเดียรู้ตัวเปลี่ยนนโยบายใหม่มีปี ค.ศ.1991 ทำให้เศรษฐกิจโดยทั่วไปดีขึ้นเป็นอันมาก ส่วนประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ รวมทั้งจีนหลังจากเลิกล้มลัทธิลดช่องว่างก็ทำให้ประชาชนเป็นเศรษฐีไปตามๆ กัน โดยเฉพาะจีนนั้นมีอภิมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินสุทธิเกินพันล้านเหรียญอเมริกัน (ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท) ถึงเกือบ 200 คน คนชั้นล่างก็มีกินมีใช้กันมากขึ้น
จึงกล่าวสรุปโดยไม่ผิดว่า เป้าหมายในการแก้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในด้านเศรษฐกิจนั้น ไม่ใช่ที่จะพยายามลดช่องว่างของคนจนคนรวย แต่ต้องพยายามให้โอกาสเพิ่มรายได้ให้แก่คนชั้นล่างให้มากขึ้น ให้รวยกันขึ้นทั้งประเทศ แม้จะมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงบ้างก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
นายหนูใหญ่ / [email protected]



