
วิทยุชุมชน:เครื่องมือทรงพลัง
ประวัติศาสตร์การเมืองต้องจารึกเอาไว้อย่างน้อย 2 เหตุการณ์วิปโยค ที่เกิดจากการใช้ "สื่อ" เป็นกระบอกเสียงปลุกระดมมวลชนให้จงเกลียดจงชังฝ่ายตรงข้าม
หนึ่ง คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 รัฐบาลใช้วิทยุกระจายเสียงเป่าหูให้ประชาชนเกลียดนักศึกษา
อีกหนึ่ง คือ เหตุการณ์พฤษภา 53 กลุ่มการเมืองหัวรุนแรงใช้วิทยุชุมชนปลุกเร้าให้ผู้คนเกลียดชังรัฐบาล-ทหาร
เป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้วที่ประเทศไทยไม่มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) เข้ามาดูแลจัดสรรคลื่นความถี่ กำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
การเปิดสถานีวิทยุชุมชนกระทำได้ง่ายๆ แค่อุปกรณ์กระจายเสียงไม่กี่ตัวราคาไม่กี่บาทก็พร้อมออกอากาศได้แล้ว ?!!
เนื้อหารายการไม่ได้ถูกตรวจสอบ ควบคุม โดยเจ้าหน้าที่รัฐ บ่อยครั้งจึงพบว่ามีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของสังคมไทย
หลายสถานีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอันทรงพลานุภาพ และแสดงศักยภาพให้เห็นแล้วว่า "ทรงพลัง" และ "น่ากลัว" เพียงใด
เหตุทั้งนี้ก็เพราะการเข้าถึงได้ง่าย ได้กว้าง ในชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ
ยิ่งต่างจังหวัดมีวัฒนธรรมชุมชนสูง จึงถูกชักจูงให้มีความรู้สึกร่วมได้ง่าย
ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐ นอกจากการนำเสนอข้อเท็จจริงในลักษณะยัดเยียดและจงใจ มากกว่าการรายงานข้อเท็จจริง หรือนำเสนอความจริงรอบด้านอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ผู้คนรู้สึกเบื่อหน่าย
การบิดเบือนข้อเท็จจริงและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เอนเอียงจึงเกิดขึ้น
เมื่อฟังมากๆ เข้า บ่อยๆ เข้า ความเข้าใจแบบฝังรากลึกจึงยากจะลบล้างความคิดเหล่านั้น
ยิ่งเมื่อได้ตำรวจและฝ่ายปกครองท้องถิ่นรู้เห็นเป็นใจด้วยแล้ว ทะเลที่ดูสงบหรือราตรีอันมืดมิดก่อนรุ่งสาง เป็นช่วงอันตรายที่สุด
จัดการกับฝ่ายปกครอง-ทหาร-ตำรวจอีแอบแล้ว ปิดสถานีวิทยุชุมชนก็แล้ว ยังต้องทำความเข้าใจและอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจด้วย
การจะเข้าใจได้ข้อมูลจะต้องเป็นความจริงเท่านั้น !?!
ที่สำคัญต้องคุมกำเนิดวิทยุชุมชนด้วยการผ่านกฎหมายออกมากำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์กระจายเสียงในเร็ววัน
สื่อต้องมีอิสระในขณะเดียวกันก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย !
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



