ข่าว

จัดงาน“คืนรอยยิ้มให้คนกรุงเทพฯ”สวนลุม19มิ.ย.

จัดงาน“คืนรอยยิ้มให้คนกรุงเทพฯ”สวนลุม19มิ.ย.

02 มิ.ย. 2553

กทม.จับมือภาคเอกชนจัดงาน “ คืนรอยยิ้มให้คนกรุงเทพฯ” ที่สวนลุมพินี 19 มิ.ย.นี้ "พรเทพ" ยัน กทม.พร้อมจ่ายค่าเช่าค้างจ่ายที่ตลาดจตุจักร 84 ล. ระบุจ่ายแล้ว ร.ฟ.ท.ต้องพิจารณาต่อสัญญาทันที พร้อมเตรียมเก็บค่าเช่าแผงจากผู้ค้าอัตราใหม่ 500 บ. ผู้รับผลกระทบจากก

(2มิ.ย.) นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึง การจัดงานเพื่อเยียวยาให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์จลาจลทางการเมืองในพื้นที่ กทม. ว่า ภายหลังจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่กรุงเทพฯ จบลงได้มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ประสบภัยในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ยังคงมีอีกหลายหน่วยงานโดยเฉพาะในภาคของเอกชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือแต่ยังไม่มีช่องทาง ดังนั้น กทม.จึงอาสาเข้ามาเป็นแม่งานในการจัดงานโดยชักชวนหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ ที่ต้องการช่วยเหลือมาร่วมในงานนี้จนถึงขณะนี้มีหน่วยงานต่างๆ ตอบรับเข้าร่วมงานกับ กทม.มากกว่า 10 รายแล้ว ซึ่งใช้ชื่องานว่า คืนรอยยิ้มให้คนกรุงเทพ   จะจัดขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน 2553 ภายในสวนลุมพินี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น.

 ภายในงานจะประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆมากมายในช่วงเช้าจะมีกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศล และช่วงเย็นจะมีกิจกรรมวิ่งการกุศลจากดารา นักแสดงชื่อดังจำนวนมาก และตลอดทั้งวันยังมีกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ การแสดงคอนเสิร์ตจาก CU Band จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักร้องจากค่ายอาร์เอส และแกรมมี่รวมทั้งการจำหน่ายอาหารราคาถูกโดยทุกอย่างราคา 15 บาท รวมทั้งจะมีการแจกคูปองทานอาหารฟรีให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนด้วย ตลอดจนเครื่องเล่นต่างๆมากมาย   และมีการเยียวยาโดยเฉพาะทางด้านจิตใจให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยหน่วยงานจากโรงพยาบาลต่างๆมาตรวจสุภาพ และมีการตั้งโต๊ะรับร้องเรียนให้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อที่จะให้การช่วยเหลือต่อไป สำหรับรายได้จากการจัดงานทั้งหมดจะนำเข้าสมทบกองทุน รวมกันเราทำได้ เพื่อรวบรวมเงินไปช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนจากเหตุชุมนุมต่อไป

"พรเทพ"ยันกทม.พร้อมจ่ายค่าเช่าค้างจ่ายที่ตลาดจตุจักร84ล.

 นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ส่งหนังสือทวงค่าเช่าที่ดินตลาดนัดจตุจักรมายัง กทม. วงเงินกว่า 84 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้เห็นเรื่องดังกล่าว คาดว่าหนังสือน่าจะส่งมาถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ทั้งนี้ยืนยันว่า กทม.ยินดีและพร้อมที่จะจ่ายค่าเช่ามานานแล้ว หลังจากที่มีการเจรจากันครั้งล่าสุดระหว่าง กทม. และ ร.ฟ.ท.ในเดือน ก.พ.ปี 2552 ซึ่งการเจรจาครั้งนั้นมีมติร่วมกันว่า สัญญาตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. 2551- 1 ม.ค. 2554 กทม.จะต้องจ่ายเงินเช่าที่ตารางเมตรละ 191.41 บาท ส่วนในปี 2254 นี้ ร.ฟ.ท.จะคิดอัตราค่าเช่าใหม่   ตารางเมตรละ 222.03 บาท ซึ่งที่ผ่านมา กทม.รอเพียงความชัดเจนจาก ร.ฟ.ท.เท่านั้น เพราะในส่วนของ กทม.เอง ขณะนี้มีเงินกำไรสะสมจากการดำเนินธุรกิจจากตลาดนัดจตุจักร จำนวน 204 ล้านบาท

 นายพรเทพ กล่าวว่า ส่วนแนวทางการขึ้นค่าเช่าในอัตราใหม่กับแผงค้าภายในตลาดนัดจตุจักรนั้น เดิมคณะกรรมการตลาดนัด(บอร์ด) มีมติที่จะจัดเก็บในอัตราใหม่ 500 บาทต่อแผงค้านั้น แต่ผู้ค้าขอผ่อนผันจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นทางการ ในการที่ รฟท.จะทำการเรียกเก็บค่าเช่าพื้นที่ในอัตราใหม่ ซึ่งขณะนี้ผู้ค้าคงเห็นโจทย์ที่ กทม.จะต้องดำเนินการจ่ายค่าเช่าในอัตราใหม่นี้แล้ว ทั้งนี้ เห็นว่าหาก กทม.ดำเนินการจ่ายค่าเช่าค้างจ่ายทั้งหมดนี้ให้ ร.ฟ.ท.แล้ว ก็ควรจะเริ่มเก็บค่าเช่าแผงค้าในอัตราใหม่กับผู้ค้า โดยทำการเก็บย้อนหลังทันทีภายในเดือน มิ.ย.นี้

 รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวด้วยว่า หาก กทม.ชำระค่าเช่าค้างจ่ายทั้งหมดแล้ว ร.ฟ.ท.น่าจะมีการพิจารณาเรื่องต่อสัญญาเช่าพื้นที่ต่ออีก 30 ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ร.ฟ.ท.คงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ต่อสัญญาเช่ากับ กทม. เพราะที่ผ่านมา กทม.ได้บริหารตลาดมาดีอยู่แล้ว อีกทั้ง กทม.มีแผนการพัฒนาตลาดในอนาคตแล้วด้วย โดยจะทำให้ตลาดนัดจตุจักรทั้ง 26 โครงการ มีความเป็นอินเตอร์มากขึ้น และเป็นตลาดนัดติดแอร์ ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสมแต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นตลาดนัดจตุจักรไว้ ซึ่งแผนการลงทุนมีมูลค่าหลายพันล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม . ) เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2522 ที่ระบุให้ กทม.สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์พื้นที่ของ ร.ฟ.ท.   เพื่อใช้ในการจัดระเบียบหาบเร่ แผงลอยซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของตลาดนัดจตุจักรในปัจจุบัน ดังนั้น ร.ฟ.ท.จึงต้องยึด มติ ครม.ดังกล่าวไว้ หากจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นก็ต้องมีการแก้มติ ครม.ดังกล่าว

ผู้รับผลกระทบจากการชุมนุมแห่รับเงินช่วยเหลือ5หมื่นที่ทำเนียบฯ

 เมื่อเวลา 1.00 น. ที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดให้มีพิธีมอบเงินเยียวยาให้ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหายจากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ขึ้นที่ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นการมอบให้ในส่วนของผู้ที่ลงทะเบียนไว้ที่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน และ ศูนย์ราชการเมื่อวันที่ 21-23 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนเอาไว้ทั้งสิ้น 769 ราย สำหรับผู้ที่จะมีสิทธิได้รับเช็คจำนวน 50,000 ในครั้งนี้นั้น ต้องนำหลักฐานมาแสดงประกอบด้วย ใบแจ้งความ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน และเอกสารแสดงการประกอบการ โดยเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกโดยการจัดเจ้าหน้าที่ไว้สำหรับรับแจ้งความด้วย

 สำหรับบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้มารอรับเช็คตั้งแต่ 08.00 น. ทำให้เจ้หาน้าที่ต้องปรับเวลาให้เปิดรับและจ่ายเช็คเร็วขึ้น ก่อนกำหนดการจริง ซึ่งโดยมากผู้ที่จะมารับนั้นได้เตรียมตัวเป็นอย่างดีในด้านเอกสาร ทำให้ไม่เกิดความล่าช้ามากนัก ขณะที่ผู้ที่เอกสารไม่ครบก็ต้องนำกลับไปเอามาใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ค่อนข้างเคร่งครัดในการตรวจเอกสาร และใช้เวลาในการตรวจสอบเอกสารรายละเกือบห้านาที

 นอกจากนี้ภายในงานยังได้นำ เจ้าหน้าที่จาก ธนาคารพัฒนาวิสาหากิจ มาให้บริการเงินกู้แก่ผู้ที่ประสบเหตุโดยที่ไม่ต้องการหลักฐานค้ำประกันจามนโยบายของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ก็ได้นำรถโมบายล์มาจอดเพื่อบริการสำหรับผู้ที่ต้องการจะนำเช็คมาขึ้นเป็นเงินสด

 นางจิตรา เล็กพงษ์ หนึ่งในผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือเปิดเผยว่า ตนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้เนื่องจาก เปิดแผงลอยขายข้าวหมูแดงหมูกรอบ อยู่ที่หน้าธนาคารกรุงไทย สาขา ถ.สุขุมวิท ซึ่งเมื่อมีการชุมนุมก็ขายได้ลดลงจนกระทั่งเกิดการปิดล้อม ก็ทำให้ขายไม่ได้เลยและขาดรายได้

 อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าต้องการให้รัฐบาลช่วยอะไรอีกหรือไม่ นางจิตรากล่าวว่า แค่นี้ก็เกรงใจแล้ว เพราะมีผู้ที่ประสบเหตุมากกว่าเราอีก

 ขณะที่ น.ส.กันยาสิริ สมิทธิ์สมบูรณ์ อีกหนึ่งผู้ประกอบการที่มาขอรับความช่วยเหลือนั้น ระบุว่า ตนได้เปิดสตูดิโอถ่ายรูปอยู่ที่ห้างเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิชื่อ “เบสท์ สตูดิโอ” โดยความเสียหายที่ประเมินไว้คือ 1.3 ล้านบาท เพราะตนเช่าพื้นที่ถึง 50 ตรม. และมีการตบแต่งรวมไปถึงอุปกรณ์การถ่ายรูปอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องเสียไป นอกจากนี้ยังพบว่านอกจากความเสียหายจากเพลิงไหม้แล้วยังมีของที่ถูกโจรกรรมไปอีก อาทิกล้องถ่ายรูป พระเครื่องซึ่งเก็บไว้บนหิ้ง รวมถึงคอมพิวเตอร์ซึ่งเมื่อเข้าไปตรวจสอบพบความเสียหายว่าเหลือเพียงแต่เครื่องเปล่าเท่านั้น ส่วนฮาร์ดดิสก์ แรม หรือซีพียู นั้นได้ถูกแกะออกไป ซึ่งไม่ใช่ความเสียหายมที่เกิดขึ้นจากไฟไหม้อย่างแน่นอน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าความช่วยเหลือที่รับเพียงพอหรือไม่และต้องการให้รัฐช่วยเหลืออะไรอีก น.ส.สิริกันยา กล่าวว่า แน่นนอนว่าไม่เพียงพอ ซึ่งอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูด้วยว่าความเสียหายของผู้ประกอบการแต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะแต่ละคนนั้นความเสียหายไม่เท่ากัน บางคนเสียหายน้อย บางคนเสียหายมากแต่กลับได้รับเท่ากันจึงอยากให้รัฐบาลแยกแยะด้วย

 น.ส.กันยาสิริ กล่าวต่ออีกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บรรดาผู้ประกอบการณืต่างก็ประสบกับความยากลำบากต้องไปตรวจสอบความเสียหาย วิ่งหาที่ขายของใหม่ ต้องไปแจ้งความ หรือลงทะเบียนรับความช่วยเหลือจนยังไม่ได้ทำอะไร อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ผู้ประกอบการจากห้างเซ็นเตอร์วันก็จัมารวมตัวเพื่อไปเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียกร้องกับใคร เพราะหากไปเรียกร้องกับแกนนำ แกนนำก็คงไม่มีปัญญาจ่าย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เสียงสะท้อนที่ออกมาจากผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือนั้น โดยมากเป็นไปในแนวทางเดียวกันคือต้องการให้รัฐบาลจัดกลุ่มของความเสียหาย มิใช่ได้รับเท่ากันในทุกคนแบบนี้ นอกจากนี้ยังต้องการให้อนุมัติเงินกู้หรือจัดสรรเงินช่วยเหลืออื่นออกมาโดยเร็ว เพราะขณะนี้แม้จะมีที่ขายของแต่ก็ไม่มีทุนที่จะไปซื้อของมาขาย รวมไปถึงให้ตรวจสอบผู้ที่แอบอ้างรับความช่วยเหลือทั้งเรื่องเงินและเรื่องสถานที่ขายของด้วย