ข่าว

"มาร์ค"ฉลุย246/186-"โสภณ"กระอัก

"มาร์ค"ฉลุย246/186-"โสภณ"กระอัก

03 มิ.ย. 2553

มติสภาไว้วางใจ"อภิสิทธิ์"246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 186 เสียง "โสภณ" ได้คะแนนไว้วางใจต่ำสุด 234 เสียง ด้าน"อภิสิทธิ์"สั่งตรวจสอบส.ส.แตกแถว โยน "สุเทพ" นัดเคลียร์พรรคร่วมเล็งปรับครม.

(2มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเริ่มขึ้น โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ทันทีที่เริ่มประชุมนายชัยได้แจ้งว่า รัฐมนตรีที่เป็นส.ส.จะไม่สามารถลงมติในครั้งนี้ได้เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 พร้อมทั้งขอให้ที่ประชุมกดบัตรแสดงตนก่อน ปรากฎว่ามีผู้กดบัตรแสดงตน 456 คน จากนั้นนายชัยจึงเริ่มถามมติที่ประชุมทันทีโดยเริ่มจากญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐ มนตรีก่อน ผลปรากฎที่ประชุมมีมติไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิด้วยคะแนน 186 ต่อ 246 งดออกเสียง 11 ไม่ลงคะแนน 21

จากนั้นจึงเริ่มลงมติในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลทันที เริ่มจาก 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผลปรากฎ ที่ประชุมมีมติไม่ไว้วางใจนายสุเทพ 187 ต่อ 245 งดออกเสียง 11 ไม่ลงคะแนน 21 เสียง 2.นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เสียงไม่ไว้วางใจจำนวน 187 ต่อ 244 งดออกเสียง 12 ไม่ลงคะแนน 22 เสียง 3.นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจ 190 ต่อ 239 งดออกเสียง 15 ไม่ลงคะแนน 21 เสียง 4. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจ 194 ต่อ 236 งดออกเสียง 14 ไม่ลงคะแนน 22 และ 5. นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ได้รับเสียงไม่ไว้วางใจ 196 ต่อ 234 งดออกเสียง 13 ไม่ลงคะแนนเสียง 22 คน

จากนั้นนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้สั่งปิดการประชุมทันทีเมื่อเวลา 10.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศระหว่างลงมติว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงสีหน้ายิ้มแย้มหลังทราบผลคะแนนไว้วางใจมาเป็นที่หนึ่ง ขณะที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทยแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเห็นได้ชัดในระหว่างรอลุ้นผลคะแนนภายหลังทราบผลการลงคะแนนของนายชวรัตน์ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับเสียงไว้วางใจน้อยกว่า 4 รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนี้หากพิจารณาตามคะแนนที่ได้รับความไม่ไว้วางใจครั้งนี้มากที่สุดอันดับหนึ่งคือ นายโสภณ รมว.คมนาคม ตามด้วยนายชวรัตน์ รมว.มหาดไทย นายกษิต รมว.ต่างประเทศตามลำดับ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้รับคะแนนไว้วางใจสูงที่สุด

ทั้งนี้หลังปิดการประชุมปรากฏว่านายการุญ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ได้ตะโกนไล่หลังว่า “มึงอยู่ด้วยกันไปนานๆเลย จะได้มีคนตายเยอะๆ” แต่รัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ให้ความสนใจ และเดินออกนอกห้องประชุมทันที

ต่อมาเวลา 11.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉยหลังเสริจสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่รัฐสภา ว่า เดี๋ยวจะตรวจสอบเรื่องการลงมติของส.ส.พรรคต่างๆว่าเป็นอย่างไร และบ่ายนี้จะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่แล้ว และหลังจากนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงนัดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆเพื่อประสานงานกัน เมื่อถามว่าผลการตรวจสอบการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมีการเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ผลการลงมตินี่มันเปิดเผยอยู่แล้วเพียงแต่ว่าตอนนี้อยู่ในที่ช่วงที่เรากำลังมาไล่ดูว่าแต่ละท่านลงมติอย่างไรเท่านั้นเอง

 เมื่อถามว่าคะแนนที่ออกมาสะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีเอกภาพหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะให้นายสุเทพเชิญพรรคร่วมต่างๆมาเพื่อสอบถามความคิดเห็น เมื่อถามว่าจะมีการปรับครม.หรือไม่เพราะนายกฯบอกว่าการอภิปรายเสร็จแล้วจะมีการพิจารณาเรื่องการปรับครม.หากพรรคไหนแตกแถว นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่าเดี๋ยวจะให้นายสุเทพได้คุยแล้วก็จะมีข้อสรุปอีกทีแล้วก็จะโยงเรื่องการปรับครม.ด้วย เมื่อถามว่าสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะทำให้เร็วเพื่อเร่งเดินหน้าทำงาน

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม และหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติของพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่า พรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีมติพรรค ให้เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. ซึ่งเชื่อว่าสมาชิกพรรคจะตัดสินใจอยู่บนประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน หากเราไปชี้นำก็จะขัดรัฐธรรมนูญจะไปบังคับขู่เข็ญไม่ได้ แต่ขอให้เอาประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ทั้งนี้โดยส่วน ตัวเห็นว่าถ้าเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย เรื่องการบริหารจัดการ เรื่องความสมานฉันท์ในเรื่องการที่จะให้ปองดองสามัคคี ตรงนี้เราก็เอามาเป็นตัวตั้ง ซึ่งคิดว่าควรที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปดูแลเสีย เมื่อถามว่า มีเหตุผลอะไรที่จะไม่โหวตให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย 2 คน นายชาญชัย กล่าวว่า ภูมิใจไทยก็เป็นพรรคพวกกัน แต่การบริหารและการจัดการ จะต้องมีคุณธรรมมีจริยธรรม

ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภา ถึงเสียงโหวตในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า ขณะนี้ตนยังไม่เห็นรายชื่อว่าที่เสียงไม่เท่ากัน เป็นเพราะใคร หรือมาจากพรรคไหน ยังดูกันไม่ชัด จะดูกันให้ชัดต้องเห็นรายชื่อเสียก่อน อย่างไรก็ตามถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ละครั้ง จะพบความจริงว่าเสียงก็ไม่เท่ากันทุกครั้ง เพียงแต่ว่าคราวนี้แตกต่างกันบ้างนิดหน่อย ส่วนที่พรรคเพื่อแผ่นดินเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ดูแลกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคมแทนพรรคภูมิใจไทย ตนคงให้ความเห็นไม่ได้ แต่คงมีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ประสานงานอยู่แล้ว แต่ในฐานะที่ตนเคยอยู่ท่ามกลางการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาหลายครั้ง คิดว่าแค่ตัวเลขที่แตกต่างกันแค่นี้ คงไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหาอะไรบานปลายกันมากมาย ยังพูดจากันได้อยู่ และเป็นธรรมดาของคนทำงานร่วมกัน ถูกใจกันบ้างไม่ถูกใจบ้าง และถ้าความไม่ถูกใจมันมากขึ้น ก็นำไปสู่การแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ แต่มองว่ายังอยู่ในวิสัยที่ทำงานร่วมกันได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคร่วมไม่มีวินัยเช่นนี้ รัฐบาลจะพิจารณาปรับออกจากการเป็นพรรคร่วมหรือไม่ นายบัญญัติ กล่าวว่า พูดยาก เราเข้าใจว่าหลังจากวันนี้บรรดาแกนนำคงได้มีการหารือเรื่องนี้อีกครั้ง ในส่วนการปรับครม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้เป็นอำนาจของนายกฯ การตัดสินใจ เมื่อถามว่า ผ่านการอภิปรายแล้ว คิดว่าอุปสรรคของรัฐบาลหลังจากนี้คืออะไร นายบัญญัติ กล่าวว่า เรื่องสำคัญคือการเดินหน้าให้แผนปรองดองเป็นจริงตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ และเข้าใจว่าอีก 1-2 วันนี้จะมีการประกาศรายชื่อของคณะกรรมการที่จะเข้าขับเคลื่อนแผนปรองดอง ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญกว่าเรื่องเสียงไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ เพราะเชื่อว่าเรื่องเสียงน่าจะทำความเข้าใจกันได้ง่ายกว่า แต่เรื่องใหญ่น่าจะอยู่ที่แผนปรองดองซึ่งนายกฯ ก็ประกาศว่าจะเดินหน้าแน่นอน

 เมื่อถามว่าประเมินผลอภิปรายแล้ว คิดว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระหรือถึงสิ้นปีนี้หรือไม่ นายบัญญัติ กล่าวว่า ดูบรรยากาศแล้วคิดว่าอยู่ได้ แต่ไม่ได้ประเมินจากฝ่ายการเมือง เพราะคิดว่าเสียงที่สำคัญที่สุดของการเมืองวันนี้ คือเสียงข้างนอก เสียงของผู้ประกอบการภาคธุรกิจ เสียงของประชาชนทั่วไป และกลุ่มที่จะมีบทบาทและแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลอยู่ได้หรือไม่คือกลุ่มผู้ประกอบการและกลุ่มคนเสื้อหลากสี เพราะถือว่าทั้งสองกลุ่มแสดงออกความคิดความเห็นบนพื้นฐานของความสุจริตใจจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์ในทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

 “ ท่ามกลางความระส่ำระสายของสังคมที่ผ่านมา ในขณะที่เราใจหายใจคว่ำว่าเรื่องอย่างนี้ไม่น่าเกิดขึ้นในบ้านเมือง แต่ก็ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นความเจริญเติบโตความคิดความเห็นทางการเมือง และยังได้เห็นวุฒิภาวะ และความอดทนของคนในประเทศที่อยากเห็นบ้านเมืองเรียบร้อย จนทำให้มีหลายกลุ่มออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีน้ำหนักมาก และกลุ่มการเมือสมัยนี้ก็รับฟังคนพวกนี้มากขึ้น ” นายบัญญัติกล่าว

นายบัญญัติ กล่าวว่า ส่วนคนเสื้อแดงจะกลับมาเข้มแข็งอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแผนปรองดองของนายกฯ ส่วนฝ่ายการเมืองถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ก็ควรจะทำความเข้าใจเรื่องความขัดข้องหมองใจในอดีต ส่วนคนที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องใช้หลักของนิติรัฐมาจัดการ แต่ขณะเดียวก็จะพบความจริงว่าที่เกิดเหตุร้ายแรง เพราะคนจำนวนหนึ่งยังสับสน ดังนั้น ถ้าทุกฝ่ายต้องการเห็นบ้านเมืองสงบก็ต้องช่วยทำความเข้าใจ