ข่าว

เซ็นเซอร์ภาพ-คลิปนวัตกรรมใหม่การเมืองไทย

เซ็นเซอร์ภาพ-คลิปนวัตกรรมใหม่การเมืองไทย

02 มิ.ย. 2553

ข้อมูลที่ใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีอะไรใหม่ ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากสื่อและคลิปต่างๆ ที่มีการเก็บภาพไว้ได้จากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

 แต่สิ่งใหม่ในการอภิปรายครั้งนี้คือ "คณะกรรมการตรวจสอบภาพและคลิป" ที่นำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
 โดยเฉพาะภาพและคลิปในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

 คณะกรรมการดังกล่าวมี 7 คน ตั้งขึ้นโดย "ชัย ชิดชอบ" ประธานสภา นอกจากมีส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมเป็นกรรมการแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดว่าภาพ และวิดีโอ หรือคลิป มีการตัดต่อหรือไม่ หรือเป็นของปลอมหรือไม่ โดยเสียงของคณะกรรมการต้องเกินกึ่งหนึ่งจึงสามารถนำภาพหรือวิดีโอ หรือคลิป ไปอภิปรายในสภาได้

 "ผศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว" คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งติดตามการอภิปรายครั้งนี้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาจะทราบข้อมูลของรัฐบาลผ่านทาง "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน" (ศอฉ.) การอภิปรายทำให้ทราบข้อมูลอีกด้านของฝ่ายค้าน เพราะที่ผ่านมาข้อมูลของฝ่ายค้านถูกเผยแพร่อย่างจำกัด

 สำหรับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภาพและคลิปก่อนนำไปประกอบการอภิปราย "อัศวิน" มองว่า ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในสภาที่ไม่เคยตรวจสอบข้อมูลที่เป็นภาพและคลิปมาก่อน ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าสามารถนำมาใช้ในสภาได้หรือไม่ เป็นการป้องกันการนำข้อมูลเท็จหรือภาพตัดต่อมาเสนอและเกิดปัญหาฟ้องร้องตามมาภายหลัง

 "ในแง่ดีเป็นการบล็อกข้อมูลเท็จ หรือภาพอนาจารที่ไม่ควรนำมาเผยแพร่ แต่อีกแง่ถือเป็นการปิดกั้นข้อมูลที่จะมีการนำเสนออย่างเสรีได้เหมือนกัน"

 ขณะที่สถานการณ์การเมืองไทยและสภาไทยในขณะนี้ "อัศวิน" มองว่า การตั้งกรรมการดังกล่าวขึ้นมาเป็นเรื่องที่ดี จนกว่านักการเมืองไทยจะมีจิตสำนึกความรับผิดชอบสูงขึ้นกว่านี้  เพราะการนำข้อมูลเท็จมานำเสนอท่ามกลางการแบ่งฝ่ายจะสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น

 "อัศวิน" ยังเห็นด้วยกับการใช้เวทีสภาในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล เพราะเป็นวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยและเกิดประโยชน์มากกว่าการสร้างความขัดแย้งทางการเมืองนอกสภา "อัศวิน" เชื่อว่า หลังจากการอภิปรายครั้งนี้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลให้นำข้อมูลของแต่ละฝ่ายไปเรียนรู้ โดยเฉพาะรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารควรนำข้อมูลไปปรับใช้ทำอย่างไรเพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปแก้ปัญหาต่อไป ขณะที่ฝ่ายค้านก็ควรนำข้อมูลการชี้แจงของรัฐบาลไปทบทวนบทบาทของตัวเอง โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายค้านบางคนไม่ควรใช้เวทีใต้ดิน หรือวิธีการนอกระบอบประชาธิปไตย เพราะจะสร้างปัญหามากกว่า

 การต่อสู้ทางการเมืองต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับความจริงและคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ก็จะสามารถพาสังคมไทยก้าวข้ามความบอบช้ำที่กำลังเผชิญอยู่ให้ผ่านไปได้